เศรษฐกิจพอเพียง ทางออกของความล้มเหลวจากการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม

499
SHARE

บทเรียนจากทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมนั้นได้มาถึงทางตันแล้ว เมื่อการเกษตรที่เคยพึ่งพิงธรรมชาติได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมอีกแบบหนึ่งที่มุ่งเน้นปริมาณผลผลิตสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม หายนะมากมายเกิดจึงขึ้นตามมาไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ การตกค้างของสารเคมีร้ายแรงในดินและแหล่งน้ำ ภัยแล้ง น้ำท่วม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มขึ้นของความป่วยไข้จากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) การกดราคาสินค้าเพื่อเปรียบเกษตรกร และปัญหาอีกนานัปการ การเกษตรเชิงอุตสาหกรรมกลายเป็นดาบสองคมที่กำลังย้อนมาทำลายตัวเราเอง ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิวัติระบบอาหารโดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม หนึ่งในแนวทางนั้นก็คือเศรษฐกิจพอเพียง
เริ่มต้นด้วยคำว่าพอ

เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานแบ่งออกเป็น 9 ระดับดังนี้
ขั้นพื้นฐาน 1 – 4:
1. พอกิน – อาหารคือสิ่งสำคัญที่สุดของการดำรงชีวิต ดังนั้นการเพาะปลูกควรเริ่มต้นจากพืชเพื่อเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัวก่อน ไม่ใช่ปลูกพืชอาหารสัตว์หรือพืชพลังงานเพื่อนำไปขายแล้วนำเงินกลับมาซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงครอบครัว ความปลอดภัยของผลผลิตย่อมดีขึ้นเมื่อเกษตรกรต้องบริโภคสิ่งที่เขาผลิตขึ้นเอง
2. พอใช้ – การปลูกไม้ใช้สอย เช่น ไผ่ สน และกระถินเทพา ซึ่งสามารถนำมาใช้สอยได้หลายอย่าง เช่น นำมาเผาถ่าน ทำเครื่องมือใช้สอย จะทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น ขั้นตอนนี้ยังรวมถึงการปลูกพืชที่สามารถนำใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคอีกด้วย
3. พออยู่ – ที่อยู่อาศัยคืออีกหนึ่งในปัจจัย 4 ของมนุษย์ ดังนั้นจึงควรปลูกไม้ยืนต้นไว้สำหรับใช้ทำที่อยู่อาศัยในยามจำเป็น นอกจากนั้นการปลูกต้นไม้ยังเป็นการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุดเพราะต้นไม้เปนสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี
4. พอร่มเย็น – ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ประโยชน์ความร่มเย็นซึ่งก็คือระบบนิเวศน์ที่ดีขึ้น พื้นที่การเกษตรเชิงเดี่ยวอันขาดความหลากหลายจะเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด กลายเป็นพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกชั้นดี ซึ่งจะช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก นอกจากนั้นป่าชนิดนี้ยังสามารถชะลอการไหลของน้ำซึ่งจะช่วยลดการชะล้างหน้าดิน และทำให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็นได้มากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง โคกหนองนาโมเดล) แนวทางนี้จึงยังช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศได้ดีกว่าการเกษตรเชิงเดี่ยว
ขั้นก้าวหน้า 5 – 9:
5. บุญ – เมื่อสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว ลำดับต่อมาคือแบ่งปันโดยเริ่มต้นจากการนำผลผลิตมาเลี้ยงดูผู้มีพระคุณ เช่น พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้นำทางศาสนา และครูบาอาจารย์
6. ทาน – ขั้นตอนนี้คือการเกื้อกูลสังคม ผลผลิตที่เกินกว่าการบริโภคสามารถนำมาแบ่งปันให้กับมิตรสหาย ผู้ด้อยโอกาส หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
7. เก็บ – เมื่อได้ทำบุญทำทานแล้ว ผลผลิตส่วนที่มีอยู่ก็สามารถนำมาเก็บรักษาและแปรรูป การเก็บรักษาและแปรรูปจะช่วยให้มีอาหารไว้กินตลอดปี อีกทั้งยังสามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นในยามวิกฤติได้ การเก็บรักษายังมีความหมายรวมถึงการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูการต่อไป ซึ่งจะเป็นการปกป้องอธิปไทยทางอาหารจากการคุกคามจากบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่
8. ขาย – หลังจากที่มีความมั่นคงในระดับครัวเรือนและชุมชนตามสมควรแล้ว การค้าขายก็จะตั้งอยู่บนความยั่งยืนของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อาหารหรือสินค้าที่นำมาขายก็จะมีคุณภาพและความปลอดภัยในระดับเดียวกันกับที่ผู้ผลิตใช้เอง
9. เครือข่าย – ขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศเพื่อขยายผลสำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤติ 4 ประการอันได้แก่ 1.วิกฤตการสิ่งแวดล้อม หรือ ภัยธรรมชาติ 2.วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ และพืช 3.วิกฤตทางเศรษฐกิจ และ 4.วิกฤตความขัดแย้งทางสังคม

(บันไดเก้าขั้นตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง)
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่แนวทางอันยั่งยืนนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หนำซ้ำยังมีคนไม่น้อยที่คิดว่าแนวทางนี้เป็นไปไม่ได้ทั้ง ๆ ที่มีตัวอย่างแห่งความสำเร็จให้เห็นอยู่มาก สำหรับเกษตรกรวันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะลองมาพิสูจน์ด้วยตัวเองคุณเอง ส่วนในฐานะผู้บริโภคคุณสามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ด้วยการสนับสนุนเกษตรกรที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกซื้อผลิตผลของพวกเขา เปลี่ยนมาจับจ่ายในตลาดนัดเกษตรกรแทนห้างขนาดใหญ่ หรืออย่างน้อยที่สุดคุณก็ยังสามารถแชร์เรื่องราวนี้ออกไป

Cr…greenpeace.org