ศรีลังกา สวรรค์บนพื้นพิภพ

377
SHARE

ก่อนเดินทาง คนใกล้ชิดสามสี่คนถามว่า “ไปทำไม..ศรีลังกา” , “ไปดูอะไร…ศรีลังกา” ผมนิ่งคิด และไม่ตอบคำถามนี้ เพราะผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ประเทศศรีลังกานี้มีอะไรที่น่าเดินทางไปดูหากถามต่อว่า แล้วผมเดินทางไปทำไม…? คุณคงเคยได้ยินคำพูดนี้ “พวกมากลากไป” ใช่ครับการเดินทางสู่ประเทศศรีลังกาในทริปแห่งความสนุกสนานตื่นเต้นนี้ ผมเดินทางไปกับเพื่อนๆ ในแวดวงการท่องเที่ยวอีกสามสี่คนด้วยกัน ประมาณว่าร่วมเดินทางไปด้วยกันแล้วหายห่วงได้ไม่ต้องกังวลอะไร ศรีลังกา ประเทศที่จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก หรือ จะใหญ่ก็ไม่ใหญ่เท่าไรนัก มีภูมิประเทศเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย มีพื้นที่เป็นภูเขาสลับที่ราบคล้ายพื้นที่บนเกาะใหญ่ในทะเลของบ้านเราเช่น เกาะภูเก็ต แต่ทว่าประเทศศรีลังกาเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่กว่ามากเท่านั้นเอง

ด้วยความยิ่งใหญ่ของพื้นที่ และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติป่าไม้ ทั้งมากมายไปด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่โบราณนับพันปี โดยเฉพาะเรื่องราวความเป็นมาในทางพุทธประวัติในช่วงปลายและหลังการดับขันธปรินิพพานของพุทธองค์ สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งล้วนมีความเกี่ยวเนื่องสืบต่อพระพุทธศาสนา

บางแห่งทรุดโทรมหักพังไปตามกาลเวลา บางแห่งถูกเผาทำลาย และที่น่าเศร้ามากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่ดินแดนแห่งนี้ถูกมนุษย์ด้วยกันเองอันลุ่มหลงตนว่าศิวิไลซ์กว่า เข้ามาทำดีตีสนิทแล้วฉกฉวยโอกาสเข้าครอบครอง กอบโกยความอุดมสมบูรณ์ ของเกาะงดงามดุจไข่มุกไร้เดียงสาในทะเลมรกต ส่งกลับไปให้พวกพ้องในแดนตะวันตกเสวยสุขกันชั่วนากว่าห้าร้อยปี เมื่ออิ่มเอมเปรมปรีย์จึงปลดปล่อยให้ไข่มุกเม็ดงามนี้ได้เป็นอิสระบนซากปรักหักพังอีกครั้ง นี่คืออดีตอันขมขื่นของประเทศศรีลังกา ซึ่งกาลเวลาแห่งความปวดร้าวนี้พึ่งผ่านพ้นไปเมื่อห้าสิบกว่าปีมานี้เอง

คณะของเราเดินทางมาถึงสนามบินดารานายเก แห่งนครโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ด้วยสายการบิน Sri Lankan Airlines ซึ่งเป็นสายการบินที่ให้ความสะดวกสบายไม่แพ้สายการบินอื่น ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ จากเมืองโคลัมโบซึ่งมีฐานะเป็นเมืองหลวงในปัจจุบัน เราได้เดินทางต่อขึ้นไปเมืองอนุราธปุระ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ

ถนนหนทางสู่ทางสู่เมืองอนุราธปุระ เป็นทางลาดยางตลอด ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านและเมืองเล็ก ระหว่างทางได้พบเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวศรีลังกา หากท่านใดเคยเดินทางไปประเทศอินเดียมาก่อน ท่านคงจะได้เห็นความแตกต่างเมื่อมาเยือนประเทศศรีลังกา

ประเทศนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้ และแหล่งน้ำจืด สองข้างทางท่านจะได้พบแมกไม้น้อยใหญ่เขียวขจี บางบริเวณมีการปลูกพืชเพื่อจำหน่ายถึงการส่งออกเป็นรายได้เข้าประเทศ ซึ่งพืชเหล่านั้นได้แก่ ชา เครื่องเทศ และสมุนไพรต่างๆ ชาวตะวันตกนิยมนำไปใช้กันเป็นอย่างมาก และด้วยความที่ดินแดนแห่งนี้มีของดีเป็นที่ต้องการ จึงเป็นภัยกับตัวเองดังเมื่อห้าร้อยกว่าปีที่ผ่านมา

วันนี้คณะของเราเดินทางมาถึงเมืองอนุราธปุระในช่วงเวลาบ่าย เมืองอนุราธปุระเป็นเมืองหลวงเก่าและถือเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของประเทศศรีลังกา ในช่วงที่ครองตำแหน่งเมืองหลวงอยู่นั้นเป็นระยะเวลาถึง 1,200 ปี (ครองตำแหน่งนานมาก) ปัจจุบันได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก จุดเด่นของเมืองนี้อยู่ที่ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางความเจริญทางด้านสถาปัตยกรรม และการแกะสลัก มีสถานที่ที่น่าเดินทางไปเที่ยวชมคือ สุวรรณมาลิกเจดีย์ หรือ มหาสถูปรุวันเวลี ซึ่งเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ มีความกว้างและสูง 100 เมตร เป็นมหาเจดีย์สีขาวตั้งอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ ที่ฐานปั้นเป็นรูปช้างสามร้อยกว่าเชือกแบกรับมหาเจดีย์ไว้ ว่ากันว่ามหาเจดีย์แห่งนี้ พระเจ้าทุฏฐคามินีอภัย กษัตริย์องค์ที่ 14 ได้สร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 422 – 466 เพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อคราวชนะการทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าโอราฬ กษัตริย์ทมิฬ

อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดการเดินทางไปชมคือ พระศรีมหาโพธิ์ ตามตำนานเล่ากันมาว่า พระนางสังมิตตาเถรี พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ที่มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และเป็นผู้ครองอาณาจักรชมพูทวีป พระนางได้นำกิ่งโพธิ์ที่ตอนจากต้นดั้งเดิมที่เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ มาถวายแด่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ซึ่งเป็นเจ้าแห่งเมืองนี้ และพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ได้ทรงปลูกไว้ที่สวนเมฆวัน เมื่อปี พ.ศ. 126

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กิ่งโพธิ์ได้เจริญงอกงามแตกกิ่งก้านสาขาเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่ให้ร่มเงา ใบรูปหัวใจแกว่งไกวไปตามสายลมโบกสบัดพริ้วไหว เป็นเวลายาวนานกว่า 2,000 ปี ที่ล่วงเลย ชาวศรีลังกา และพุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ใฝ่ฝันว่าจะเดินทางมากราบไหว้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

ถึงปัจจุบันพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ ยังคงเติบโตและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง โดยห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปใกล้ แม้แต่ชาวศรีลังกาเองก็ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปใกล้ได้ คงได้แต่เพียงนั่งอยู่บนพื้นทรายที่รายรอบ แล้วพร่ำบทสวทภาวนา ทุกคนที่เข้ามาถึงบริเวณดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ ต้องถอดรองเท้าและแต่งกายสุภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะสวมใส่เสื้อผ้าสีขาว

หลังการสักการะบูชาพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้เงยหน้ามองขึ้นไปยังบนเรือนยอดของต้นพระศรีมหาโพธิ์ สิ่งที่ได้เห็นแม้จะอยู่ไกลแต่นั่นก็คือ ความเป็นอมตะจากคำสอนของพระพุทธองค์

Cr. travel.sanook.com