วิธีชะลอความเสื่อมของร่างกายด้วยตัวเอง

424
SHARE

ลักในการชะลอความเสื่อม คือ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมาทำลายสุขภาพ ซึ่งได้แก่

1. บุหรี่ เหล้า ชา กาแฟ การสูบบุหรี่ 1 มวน เท่ากับทำลายชีวิตไปแล้วถึง 11 นาที ถ้าสูบไป 1 ซอง ก็เท่ากับ 3 ชม.40 นาที นอกจากบุหรี่จะเป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอดโดยตรงแล้ว และยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ตับต้องทำงานมากกว่าปกติ เพราะต้องคอยขับของเสียหรือสารพิษที่ร่างกายไม่ควรจะได้รับ เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เท่ากับว่า ตับเราก็ต้องทำงานหนักเป็นประจำ เซลล์ตับถูกทำลาย เสื่อมเร็ว จนนำไปสู่โรคตับแข็งในที่สุด

ส่วนชาและกาแฟ จริงๆแล้วในอาหารสองชนิดนี้ ยังมีข้อดีอยู่บ้างโดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ควรจะได้รับปริมาณคาเฟอีนแค่ 100-150 มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะเป็นผลดีต่อร่างกาย

ดังนั้น ข้อแนะนำง่ายๆ ก็คือ หากอยากดื่มชาและกาแฟ ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้วต่อวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดื่มกาแฟหรือชาที่มีระดับเข้มข้นมากเกินไปด้วย เพราะคาเฟอีนจะไปกระตุ้นร่างกาย ให้ขับสารที่มีประโยชน์ออกไปกับปัสสาวะ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน เพราะแคลเซียมในร่างกายถูกขับออกไปด้วยนั่นเอง

ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงเครื่องดื่มน้ำดำ น้ำอัดลมทั้งหลายก็มีคาเฟอีนด้วย

2. ของหวาน หมายถึงอาหารที่ให้แคลอรี แต่ไม่ให้สารอาหาร ได้แก่ พวกทอฟฟี่ ไอศกรีม น้ำอัดลม ของหวานต่างๆ ที่เป็นของโปรดของใครหลายคนนั่นเอง

อาหารเหล่านี้ เมื่อให้พลังงานแล้ว ส่วนที่เหลือจะแปรรูปเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย หากรับประทานแล้วจะรู้สึกอิ่มได้ไม่นาน ทำให้ต้องรับประทานมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อทานมากขึ้น บ่อยขึ้น ก็เสี่ยงกับการเป็นโรคอ้วนตามไปด้วย

3. อาหารปิ้ง-ทอด เป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันเหล่านี้มีผลทำให้เส้นเลือดอุดตัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และถ้ามีรอยไหม้เกรียม แม้หลายคนจะชอบ แต่จะมีสารคาร์ซิโนเจน (Carcinogen) หรือสารก่อมะเร็งอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อรับประทานบ่อยๆ จะทำให้โอกาสเป็นโรคมะเร็งลำไส้สูงขึ้นด้วย

4. แสงแดด แน่นอนว่าหากได้รับมากเกินไป ก็จะทำลายผิวหนังของเรา เราสามารถสังเกตได้จากพวกริ้วรอยเหี่ยวย่น ความหมองคล้ำ กระ จุดด่างดำต่างๆ และถ้ายิ่งได้รับรังสียูวีเอและยูวีบี ในปริมาณมากๆ ก็จะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

แต่เราสามารถป้องกันการได้รับแสงแดดมากเกินปกติ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด อย่างครีมกันแดดหรือแว่นตากันแดด ก็ช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงกันไปแล้ว มาดูวิธีการดูแลตัวเองแบบ แอนไท-เอจจิ้ง หรือชะลอวัย กันบ้าง

1. ปรับวิธีการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่า ในแต่ละวัน อาหารที่เรารับประทานนั้น ต้องให้ได้ทั้งพลังงาน และวิตามิน เกลือแร่

สำหรับอาหารที่ให้พลังงานอย่างคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารประเภทแป้ง ต้องเลือกสักหน่อย ร่างกายจะย่อยแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ไวมาก เมื่อเราทานจะไม่ค่อยอยู่ท้อง

ลองเลือกทานแป้งในลักษณะที่มีกากใยผสมอยู่ด้วย จำพวกข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชอย่างลูกเดือย ข้าวโพด เมล็ดถั่ว อาหารจำพวกนี้จะย่อยช้า ย่อยนาน และกากใยจะช่วยให้ขับถ่ายได้ดี

นอกจากอาหารที่ให้พลังงานแล้ว อาหารที่ให้วิตามินและเกลือแร่ อย่างผักผลไม้ ก็จำเป็นต่อร่างกายเรา เพราะวิตามินและเกลือแร่จะช่วยเสริมสร้างร่างกายไม่ให้ขาดวิตามิน ไม่เจ็บป่วยง่าย และพืชผักยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยมอีกด้วย

ดังนั้น ในวันหนึ่งๆ ควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้วันละ 5-7 กำมือ ก็จะได้รับปริมาณวิตามินและกากใยที่เพียงพอในแต่ละวัน เคล็ดลับอีกประการ คือการทานให้หลากหลายและหลายสี จะทำให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

2. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ให้ผลดีกับทุกส่วนนั้น คือการออกกำลังกายแบบผสมผสาน เวลาที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

ประเภทแรก แอโรบิกเอ็กเซอร์ไซส์ (Aerobic Exercise) ไม่ใช่แค่แอโรบิกแดนซ์เท่านั้น แต่จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมอะไรก็ตาม ที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น

ออกกำลังแบบนี้ประมาณครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง

ประเภทที่สอง การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและกระดูกโดยการออกแรงต้าน (Resistance Training) ได้แก่ การออกกำลังจำพวกยกน้ำหนัก หรือ weight training ตามฟิตเนสทั่วไป หรือการยกดัมเบลที่บ้านก็ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

ประเภทที่สาม การฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย (Flexibility) จะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น ช่วยเรื่องข้อต่อต่างๆ รวมทั้งการทรงตัว การออกกำลังกายประเภทนี้ก็ได้แก่โยคะนั่นเอง

แต่หากไม่มีเวลาออกกำลังกายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ การทำงานบ้านก็ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งแล้ว หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันแทน เช่น เดินขึ้นตึกแทนการใช้บันไดเลื่อน ลงรถเมล์แล้วเดินก่อนถึงป้ายที่หมายสัก 1 ป้าย ก็ช่วยให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้นแล้ว

3. การพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉลี่ยเราควรนอนให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง แต่บางคนอาจไม่ต้องถึง 7 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาก็สดใสได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน

การนอนจะช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายเราสมดุล และทำให้ร่างกายได้พักผ่อน มีโอกาสซ่อมแซมแก้ไขส่วนเสียหายในแต่ละวัน

ดังนั้น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก คนที่นอนไม่หลับ หรือหลับๆตื่นๆ จะรู้สึกไม่สดใสในตอนเช้า ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ความดันโลหิตสูงได้ง่าย และยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายและระบบความจำด้วย

4. การคลายเครียด กิจกรรมที่เราต้องทำอยู่ทุกวัน การงานการเรียนต่างๆ สามารถทำให้เราเกิดอาการเครียดได้ไม่มากก็น้อย การหางานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบและมีประโยชน์ จะทำให้เราคลายเครียดได้ เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง เข้าสปานวดตัว การทำสมาธิ ถ่ายรูป ท่องเที่ยว ก็ทำให้เราคลายเครียดได้ทั้งสิ้น

รู้หลักวิธีการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความเสื่อมทางร่างกาย และรู้จักวิธีการดูแลตัวเองกันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราด้วย

Cr.manager.co.th