มาปลูกชาเขียวเสริมรายได้กันเถอะ

452
SHARE

มาปลูกชาเขียวเสริมรายได้กันเถอะ

ลักษณะทั่วไป



ชา เป็นพืชที่นำ มาทำ เป็นเครื่องดื่ม เป็นที่นิยมบริโภคของคนทั่วโลก เช่นเดียวกับกาแฟ และโกโก้
โดยจีนเป็นประเทศแรกที่เริ่มนำ ชามาทำ เป็นเครื่องดื่มเมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว จากนั้นความนิยมในการ
ดื่มนํ้าชาก็ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย และในบางประเทศของทวีปแอฟริกาด้วย ในบรรดานักดื่มชาทั่วโลก ชาวอังกฤษถือได้ว่ามีการดื่มชามากที่สุด คือ ดื่มคนละ 3.06 กิโลกรัม/ปี รองลงมาได้แก่ สาธารณรัฐไอร์แลนด ์ อิรัก ฮอ่ งกง ญปี่ นุ่ อนิ เดยี และไทย ตามลาํ ดบั
ชาเป็นพืชกึ่งร้อน สามารถขึ้นได้ดีในเขตอบอุ่น และมีฝน จึงทำ ให้แหล่งปลูกชากระจายอยู่ตั้งแต่
ละติจูดที่ 45 องศาเหนือในรัสเซีย ถึง 50 องศาใต้ในทวีปแอฟริกา ปลูกได้ในพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับนํ้าทะเล 1,000-2,000 เมตร ผลผลิตชาส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชียโดยพื้นที่ที่มีการปลูกชามากจะอยู่ระหว่างแนวเหนือใต้ ตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นถึงอินโดนีเซีย และแนวตะวันออก-ตก จากประเทศอินเดียถึงญี่ปุ่น เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้จะอยู่ในเขตมรสุมมีอากาศอบอุ่นและมีปริมาณนํ้าฝนมากเหมาะกับต้นชาที่
กำลังเจริญเติบโตสำหรับประเทศไทย ในปี 2535 และ 2536 มีพื้นที่ปลูกชา 34,104 และ 33,907 ไร่ มีผลผลิตใบชาสดรวม45,340 และ 40,847 ตันตามลำ ดับ โดยจังหวัดเชียงรายมีการปลูกและได้ผลผลิตมากที่สุด รองลงมา คือจังหวัดลำปาง แพร่ และเชียงใหม่ จากปริมาณการผลิตที่ได้ทำ ให้ประเทศไทยมีทั้งการนำ เข้าและส่งออกชาซึ่งมีปริมาณและมูลค่า ดังนี้

ชา และองค์ประกอบทางเคมี


ชาเป็นไม้พุ่มอายุยืน ประกอบด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) มากถึง 20-35% ซึ่งมีผลต่อรสฝาด
และสีของนํ้าชา ข้อมูลจากการหมัก (Decomposition) และการวิเคราะห์แสหงให้เห็นว่าชามีองค์ประกอบ
ทางอินทรีย์ (Organic Matter) ไม่น้อยกว่า 450 ชนิด และยังพบสารอนินทรีย์ (Inorganic Mater) ไม่น้อยกว่า15 ชนิด

ประโยชน์ของชา



ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุอาหารหลายชนิดเป็นองค์ประกอบที่ช่วยบำ รุงให้ร่างกายมีสุขภาพดี ซึ่ง
ประโยชน์ของชา พอจะสรุปได้ดังนี้ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทและร่างกายสามารถทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากชามีสารคาเฟอีนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งคาเฟอีนนี้จะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและระบบหมุนเวียนของโลหิต ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย มีอิทธิพลต่อขบสนการเมตตาโบลิซึ่มของเซลล์ร่างกาย ช่วยขยายหลอดเลือด และป้องกันโรคใจตีบตัน นอกจากนี้ชายังสามารถรักษาอาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหล่อเลี้ยง รักษาโรคหวัด โรคปวดหัวโดยไม่มีผลข้างเคียง
ชา ช่วยแก้กระหายและช่วยในการย่อยอาหาร ในช่วงอากาศร้อน การดื่มชาจะช่วยให้มีความรู้สึกสดชื่นขึ้น เนื่องจากในชามีสารโพลีฟีนอล (polyphenol)คาร์โบไฮเดรท และกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบ เมื่อสารเหล่านี้เกิดปฏิกิริยากับนํ้าลาย จะช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกาย พร้อมกับชะล้างสารพิษต่าง ๆ ออกไป ช่วยเร่งให้มีการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทำ ให้ขบสนการเมตตาโบลิมซึ่มเกิดความสมดุล หรือในช่วงหลังตื่นนอน เรามักรู้สึกขมปาก และกระหายนํ้า การดื่มชาถ้วยหนึ่งจะช่วยล้างปาก และกระตุ้นให้มีความอยากรับประทาน นอกจากนั้นชายังให้สารไอโอดีน และฟลูออไรด์ที่เป็นสาร
ป้องกันภาวะไทรอยด์ผิดปกติ (hyperthyroidism) ซึ่งฟลูออไรด์เพียงพอกับความต้องการจะช่วยป้องกันฟันผุหรือ หลังจากรับประทานอาหารแล้วดื่มชาแก่ๆ สักถ้วย จะช่วยกระตุ้นการหลั่งนํ้าย่อยในกระเพาะอาหารช่วยย่อยอาหารจำ พวกวิตามินกลุ่มต่าง ๆ เช่น inositol, folio acid, pantothenic acid เป็นต้น นอกจากนี้ใบชายังมีสารประกอบอื่นอีก เช่น methionine, thenylcyoteine ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมขบวนการเมตตาโบลิซึ่มเพื่อย่อยไขมั ส่วนสารให้กลิ่น (aromatic) ที่เป็นองค์ประกอบในชาจะช่วยย่อยอาหารและระงับกลิ่งปากเพราะว่าไขมันสามารถละลายในสารให้กลิ่นเหล่านี้ ดังนั้น ชาจึงเป็นเครื่องดื่มของชนชาติที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ และเนยเป็นอาหารหลักช่วยฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบ ช่วยสมานแผล ช่วยในการขับถ่าย และชะล้างสารพิษในร่างกาย เนื่องจากในชามีสารโพลีฟีนอล สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (colon bacillus) เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค ฯลฯ โดยทำให้โปรตีนของเชื้อแบคทีเรียนั้นแข็งตัว(solidifying) จากหลักฐานโบราณของจีน พบว่า นํ้าชาแก่ๆ 1 ถ้วย ใช้รักษาโรคบิดได้อย่างดี
ช่วยรักษาบาดแผลลดความเป็นพิษและอาการอักเสบ ดังนั้น บริษัทผลิตยาสำเร็จรูปจึงใช้ชาเป็นองค์ประกอบในการผลิตยาสำหรับรักษาโรคบิดและหวัด สารโพลีฟี
นอลในใบชาสามารถย่อย (decompose) อลูนิเนียม สังกะสี และสารอัลคาลอยที่อยู่ในนํ้าได้ ช่วยให้นํ้า
สะอาดขึ้น นอกจากนี้ชายังสามารถช่วยรักษาโรคพิษสุราเรื้องรัง และสารพิษในบุหรี่ นํ้าชาแก่ 1 หรือ 2 ถ้วยช่วยละลายสิ่งที่ไม่จำ เป็นออกไปโดยสารคาเฟอีนและโพลีฟีนอลจะทำ ปฏิกิริยาเป็นกลางกับอัลกอฮอล์(neutralization)
ชาช่วยทำ ให้สุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะชาเขียวจะมีวิตามินซี วิตามินบีคอมเพล็คและกรด
เพนโทเทนิค รวมทั้งวิตามินพี ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยคาเทคชิน (catechine) ที่เป็นองค์ประกอบใน polyphenolเช่น วิตามินพี ช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น (permeable) ช่วยไม่ให้เส้นเลือดแข็งตัวง่าย, กรด pantothenic ช่วยทำ ให้ผิวหนังชุ่มชื้น, วิตามินบี 1 สามารถช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเมล็ดเลือด, วิตามินบี 2 ช่วยลดการอักเสบ เช่น การอักเสบที่ผิวหนังและอาการของโรคปอดบวมเป็นต้น ชาฝรั่ง (black tea) มีวิตามินเคมาก การดื่มชาฝรั่งวันละ 5 ถ้วย จะทำ ให้ร่างกายได้รับวิตามินเค พอเพียงกับความต้องการของร่างกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง (fitness) ต่อต้านโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ชาพุเออ ที่ผลิตในยูนาน มีชื่เสียงในด้านสรรพคุณทางเภสัชกรรม จากการวิจัยพบว่า ชาเถา (Tuocha) เป็นชาที่ช่วยลดความอ้วน และช่วยรักษาโรคหลอดเลือดอุดตันได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการดื่มชาเถา จะช่วยลดปริมาณสารประกอบ antilipoidic แก่บุคคลที่มีปัญหาเรื่องอ้วน เครียดและโรคหลอดเลือดอุดตันชาอูหลง สามารถช่วยลดความอ้วนและอาการท้องผูก โดยจะช่วยละลายไขมันและช่วยในการย่อยอาหารและลดประจุ (discharge) ในปัสสาวะมีรายงานต่างประเทศที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในไร่ชา ล้วนแต่มีอายุยืนนานและมีสุขภาพดีซึ่งสัณนิษฐานว่ามาจากการที่ปลูกชาเองแล้วก็ชงชาดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังเชื่อว่า การดื่มชาเขียวจะช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในกระเพาะอาหาร รวมทั้งยังมีคุณสมบัติคล้ายยาเอแซดที (AZT) ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งขณะนี้มีรายงานว่าแพทย์ญี่ปุ่นกำลังทำ การแยกสารขมออกจากชาเพื่อนำ มาใช้รักษาโรคพร้อมทั้งแพทย์ยังแนะนำ ด้วยว่า ถ้าดื่มชาวันละ 3 ถ้วยจะได้รับวิตามินอีเป็นจำ นวน 50% วิตามินเอ อีก 20% ของความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

สถาบันมะเร็งแห่งนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และสถาบันมะเร็งของ
สหรัฐอเมริกาได้ทำ การวิจัยจากคนดื่มชา 900 คนในเซี่ยงไฮ้ และ 11,500 คน ในอเมริกาพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำ นานๆ โอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารจะน้อยลง โดยจะลดลงในเพศชาย 20% ในเพศหญิง 20% ในเพศหญิง 50% เนื่องจากเพศหญิงไม่มีปัจจัยเสริมในการเป็นมะเร็ง เช่น การดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่ และการวิจัยยังพบอีกด้วยว่า ผลดีของชาเขียวจะลดลง ถ้าดื่มชาร้อนจัด

แหล่งกำ เนิด ประวัติการปลูกชา

แหล่งกำ เนิดชาตามธรรมชาติ มีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนใกล้ต้นนํ้าอิระวดี แล้ว
แพร่กระจายพันธุ์ไปตามพื้นที่ ลักษณะคล้ายรูปพัด จากด้านทิศตะวันตก ระหว่างเทือกเขานากามานิปุริและลูไซ่ ตามแนวชายแดนของรัฐอัสสัม และสหภาพพม่า ไปยังมณฑลซีเกียงของจีนทางด้านทิศตะวันออกแล้วลงสู่ทิศใต้ตามเทือกเขาของสหภาพพม่า ตอนเหนือของไทยไปสิ้นสุดที่เวียดนาม โดยมีอาณาเขตจากด้านทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก กว้างถึง 1,500 ไมล์ หรือ 2,400 กิโลเมตร ระหว่างเส้นลองจิจูด 95-120 องศาตะวันออก และจาก ทิศเหนือ จรดทิศใต้ ยาว 1,200 ไมล์หรือ 1,920 กิโลเมตร ระหว่างเส้นละติจูดที่ 29-11องศาเหนือ

พันธุ์และการขยายพันธุ์


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ชื่อสามัญ : Tea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Camellia sinensis (L) Okuntze. (2n=30)

ต้นชา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 30 ฟุต ทรงพุ่มเป็นรูปกรวย ระบบราก ต้นชาที่เพาะจากเมล็ดจะมีรากแก้ว และมีรากฝอยหาอาหาร รากชาจะมีการสะสมของคาร์โบไฮเดรตในรูปของแป้ง ซึ่งมีการแตกยอดใหม่ (flushing)ของต้นชา จะขึ้นกับการสำ รองคาร์โบไฮเดรตในราก โดยทั่วไปต้นชาที่งอกจากเมล็ดจะมีรากหยั่งลึกในดินเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร แต่อาจมีความยาวถึง 3 เมตร หรือมากกว่าก็ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของต้นชาและสภาพดิน

ใบ เป็นใบเดี่ยว การจัดเรียงตัวของใบเป็นแบบสลับ 1 ใบต่อ 1 ข้อ โดยพัฒนาจากตาที่มุมใบ ขอบ
ใบหยักแบบฟันเลื่อย ปลายใบแหลม แผ่นหนา หน้าใบเป็นมัน ใบยาวประมาณ7-30 เซนติเมตร ใต้ใบมีขนอ่อนปกคลุม ปากใบมีมากบริเวณใต้ใบชาอัสสัมจะมีใบสีอ่อนขนาดใหญ่ส่วนชาจีน มีใบแคบ และสีค่อนข้างคลํ้ากว่าชาอัสสัม

ดอก จะเกิดออกมาจากตาระหว่างลำ ต้นกับใบมีทั้งดอกเดี่ยว และดอกช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มี
ทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมีย เกสรตัวผู้มีสีเหลืองจำ นวนมาก ก้านเกสรตัวผู้ยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร
อับเกสร ตัวผู้มี 2 ช่อง ก้านชูเกสรตัวเมียสั้น ยอดเกสรตัวเมียมี3-5 lobe กลีบดอกชามีสีขาว จำ นวน 5-8 กลีบ ลักษณะโค้งเว้าแบบ obovate กลีบเลี้ยงสีขาว5-6 กลีบ

ผล เป็นแคปซูล (capsule) เปลือกหนาสีนํ้าตาลอมเขียว แบ่งเป็น3 ช่อง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-
2.0 เซนติเมตร จากเริ่มติดผลถึงผลแก้ใช้เวลาประมาณ9-12 เดือน เมื่อผลแก่เต็มที่ ผลจะแตกทำ ให้เมล็ดหล่นลงดินได้

เมล็ด มีรูปร่างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8-1.6เซนติเมตร มีใบเลี้ยง 2 ใบ อวบหนามีนํ้ามันมากลักษณะหุ้มต้นอ่อนไว้ผนังเมล็ดแข็งหนาเชื่อมติดกับเปลือกหุ้มเมล็ด (testa) ซึ่งมีลักษณะบาง
เหนียว เมล็ดจะสามารถงอกได้ใน 2-3 อาทิตย์ ต้นอ่อนตั้งตรงในผล1 กิโลกรัม จะมีเมล็ดชา 400-600 เมล็ด

ชา พันธุ์และการขยายพันธุ์ 

 


พันธุ์ชาแบ่งออกได้เป็น 3 พันธุ์ใหญ่ๆ คือ ชาอัสสัม ชาเขมร ชาจีน
ชาอัสสัม
ชื่อวิทยาศาสตร  Camellia sinensis Var.assamica (Mast.)

ลักษณะ ลำ ต้นเดี่ยว สูงประมาณ 6-18 เมตร ใบใหญ่เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง ดอกออกเป็นช่อ ๆ ช่อ
ละ 2-4 ดอก ชาอัสสัมสามารถแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อยได้ 5 สายพันธุ์ คือ
1.1 พันธุ์อัสสัมใบจาง (Light leaved Assam jat) ต้นมีขนาดเล็กยอดและใบมีสีเขียวอ่อน ลักษณะใบเป็นมันวาว ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอ ให้ผลผลิตตํ่าและคุณภาพไม่ดี เมื่อนำ มาทำ ชาจีนจะมีสีนํ้าตาล

1.2 พันธุ์อัสสัมใบเข้ม (Dark leaved Assam jat) ยอดและใบมีสีเขียวเข้ม ใบนุ่มเป็นมัน มีขนปกคลุม
ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี เมื่อนำ มาทำ ชาจีน จะมีสีดำ

1.3 พันธุ์มานิปุริ (Manipuri jat) เป็นพันธุ์ที่แข็งแรงให้ผลผลิตสูง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นประกาย ขอบ
ใบหยักแบบฟันเลื่อยทนแล้งได้ดี

1.4 พันธุ์พม่า (Burma jat) ใบมีสีเขียวเข้ม ใบแก่มีสีเขียวแกมนํ้าเงิน ใบกว้างแผ่นใบรูปไข่ ขอบใบ
หยักแบบฟันเลื่อยทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก

1.5 พันธุ์ลูไซ (Lushai jat) ขอบใบหยักลึก ปลายใบเห็นได้ชัด

ชาเขมร
ชื่อวิทยาศาสตร  Camellia sinensis Var. Indo-China

ลักษณะ ลำ ต้นเดี่ยว สูงประมาณ 5 เมตร ใบแข็งเป็นมัน ใบยาว ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย แผ่นใบม้วนงอเป็นรูปคล้ายตัววี ก้านใบสีแดง ในฤดูแล้งใบจะมีสีแดงเรื่อๆยอดอ่อนรสฝาดจัด มีแทนนินสูง ทนแล้งได้ดี

ชาจีน
ชื่อวิทยาศาสตร  Camellia sinensis Var-sinensis

ลักษณะ ลำ ต้นเป็นพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 2-3 เมตร ใบมีสีเขียวเข้ม ขนาดเล็ก ยาวแคบ ขนาดใบยาว 3.8-6.4 เซนติเมตร ตั้งตรง ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เส้นใบมองเห็นไม่ชัด ข้อถี่ปล้องสั้น ทนทานต่อ
อุณหภูมิตํ่าและสภาพแวดล้อมที่ผันแปรได้ดี ผลผลิตตํ่าเมื่อเทียบกับกลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม ชาพันธุ์นี้ปลูกมากในประเทศจีน สายพันธุ์ที่นิยมปลูกจะแตกต่างกันไป ในแต่ละท้องที่ เช่น สายพันธุ์ชิงชิงอูหลง ชิงขิงต้าพัง เตไกวอิน ฯลฯ

ชา พันธุ์และการขยายพันธุ์ 


การคัดเลือกชาเพื่อทำ พันธุ์

ในการปลูกชาใหม่ ถ้าคัดเลือกต้นชาที่ให้ผลผลิตสูงมาปลูก จะทำ ให้เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนน้อย
ลง ลักษณะต้นชาที่ดีควรที่จะคัดเลือกไว้ทำ พันธุ์มีดังนี้
1. เก็บผลผลิตได้ในช่วงระยะเวลาสั้น
2. แผ่กิ่งก้านสาขาดี
3. หลังจากการตัดแต่งกิ่งก้านมากและมีการเจริญเติบโต
4. มีจำ นวนใบมาก
5. มีหน่อที่ชะงักการเจริญเติบโตน้อย
6. ข้อไม่สั้นเกินไป
7. ผลิดอกและให้ผลดี

การขยายพันธุ์ชา

 


การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด (Seed Propagation) เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากในประเทศไทยเหมาะสำหรับขยายพันธุ์อัสสัมและชาเขมร ต้นชาที่เพาะจากเมล็ดจะมีระบบรากแข็งแรง มีรากแก้วสามารถทนต่อ
ความแห้งแล้งได้ดี เหมาะสำ หรับปลูกในพื้นที่บนดอยของประเทศไทย โดยทั่วไปเมล็ดชาจะเริ่มแก่ราว
ปลายเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม เมล็ดชาที่ใช้ทำ พันธุ์ควรเก็บจากผลชาที่แก่จัดเต็มที่มีสีนํ้าตาล และยังติดบนต้น ไม่ควรเก็บเมล็ดชาที่ร่วงใต้ต้นเพื่อนำ มาใช้เป็นเมล็ดพันธุ์การขยายพันธุ์ จะทำ โดยเก็บผลชาที่แก่เต็มที่จากต้นแล้วนำ มากระเทาะเปลือกออกหรือนำ มาใส่กระด้งหรือกระจาด ผึ้งทิ้งไว้ในที่ร่ม ผลชาจะแห้งและแตกเองภายใน 2-3 วัน จากนั้นรีบนำ เมล็ดชาที่ได้ไปเพาะ เนื่องจากเมล็ดชามี
ปริมาณนํ้ามันภายในเมล็ดสูง ทำ ให้มีอัตราการสูญเสียความงอกเร็วมากก่อนเพาะเมล็ดชาควรนำ เมล็ดที่ได้แช่นํ้าไว้ 12-24 ชั่วโมง เมล็ดชาที่เสียจะลอยนํ้าให้ตัดทิ้งไว้ใช้แต่เมล็ดที่จมนํ้านำไปเพาะต่อไป

วิธีการเพาะเมล็ดที่นิยมปฏิบัติกันมี 2 วิธี คือ

1.การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ
บริเวณที่ใช้เป็นแปลงเพาะควรเป็นที่โล่งแจ้งแสงแดดส่องได้ทั่วถึง มีการระบายนํ้าได้ดีเพื่อไม่ให้นํ้า
ท่วมขัง และสะดวกในการกำ จัดวัชพืชในแปลงเพาะ ควรเตรียมแปลงเพาะให้มีขนาดกว้าง 1.0-1.5 เมตร เพื่อสะดวกในการทำ งาน ความยาวของแปลงเพาะประมาณ 10 เมตร หรือตามขนาดของโรงเรือน โดยทำ เป็นกระบะสูง 70 เซนติเมตร แล้วใส่ทรายหยาบลงในกระบะ ประมาณ 50 เซนติเมตร เกลี่ยให้เรียบแล้วโรยเมล็ดพันธุ์ลงไปเกลี่ยให้สมํ่าเสมอ กดเมล็ดลงไปในทราย หรือวางเมล็ดเรียงเป็นแถวระยะระหว่างแถวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างเมล็ดประมาณ 4 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยวัสดุเพาะหนาประมาณ 10 เซนติเมตรเกลี่ยให้เรียบ วัสดุเพาะอาจใช้ถ่านแกลบ ถ่านแกลบผสมทรายหรือถ่านแกลบผสมขุยมะพร้าวอัตราส่วน 1 : 1 ในช่วงเมล็ดยังไม่งอกควรคลุมแปลงเพาะด้วยตาข่ายพรางแสงประมาณ 70-80% เพราะช่วงนี้ยังไม่มีความจำ เป็นต้องใช้แสงมาก การให้นํ้าควรให้เช้า-เย็นอย่างสมํ่าเสมอทั่วแปลงเพาะแต่อย่าให้แฉะและควรฉีดสารเคมีป้องกันเชื้อราสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำ ลายเมล็ด หลังจากนั้นต้นชาจะงอก ภายใน 30 วันการดูแลรักษาต้นกล้าชา ในช่วงที่เมล็ดชายังไม่งอกควรกำ จัดวัชพืชในแปลงด้วย หลังจากเพาะเมล็ดไปแล้ว 30 วัน เมล็ดชาจะเริ่มงอกเป็นต้นชาโผล่พ้นวัสดุเพาะ จะมีใบจริง 2-3 ใบ ใบมีขนาดยาวประมาณ 2เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร ลักษณะใบที่ดีจะไม่งอหรือแหว่งเมื่อต้นชาอายุ 40-45 วันหลังงอกก็สามารถย้ายต้นกล้าไปชำ ลงถุงได้ โดยก่อนการถอนชำ 1 สัปดาห์ ควรให้ปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและจะทำให้ต้นกล้าชามีลำ ต้นแข็งแรง ฟื้นตัวง่าย การถอนย้ายกล้าชาให้ใช้มือจับโคนต้นกล้าชา ดึงขึ้นมาตรง ๆ เมื่อถอนออกมาแล้ว ให้ตัดรากชาออกให้เหลือประมาณ 2-3 นิ้ว วัดจากโคนต้นถึงปลายรากแล้วล้างให้สะอาดก่อนนำ ไปแช่นํ้ายากันเชื้อรา แช่เฉพาะรากนาน 5 นาทีจากนั้นนำ กล้าชาขึ้นมาวางเรียงไว้ในตะกร้าพลาสติกเพื่อสะดวกต่อการขนย้ายไปชำ ต่อไป

การเตรียมถุงชำ ให้ใช้ถุงพลาสติกดำ ขนาด 2 x 10 นิ้ว วัสดุเพาะชำ ให้ใช้ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์
ของธาตุอาหารพอสมควร ไม่มีวัชพืชปะปน ย่อยดินให้ละเอียดผสมกับแกลบให้เข้ากันในอัตราส่วน ดิน :
แกลบ คือ 5 : 1 เพื่อให้ดินร่วนระบายนํ้าได้ง่าย จากนั้นกรอกดินให้เต็มถุง นำ ต้นกล้าชามาชำ ในถุง โดยใช้ไม้ปลายแหลมเจาะวัสดุเพาะชำ ในถุง เป็นรูลึกพอที่จะนำ ต้นกล้าชาใส่ลงไปได้ นำ ต้นกล้าชาใส่ลงในถุง ใช้ไม้หรือมือกดดินรอบโคนต้นกล้าในถุงชำ ให้แน่น เมื่อชำ เสร็จแล้ว รดนํ้าตามทันที ต้นกล้าที่ถอนไว้ควรชำลงถุงในเสร็จภายในวันเดียวหลังจากชำ เสร็จแล้วให้ไปวางเป็นแปลงสี่เหลี่ยม โดยใช้ไม้กั้นเป็นแปลง ขนาดที่เหมาะสมคือกว้าง 1.2 เมตร ยาว 10 เมตร มีทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการดูแลและควรให้นํ้า 1-2 วัน/ครั้ง เพื่อไม่ให้วัสดุเพาะชำในถุงแห้งชา

การเพาะเมล็ดในถุง
ให้นำเมล็ดชาที่ดีมาทำ การเพาะในถุงพลาสติก ขนาด 6×8 นิ้ว ใส่ดินผสมไว้ในถุง วางเมล็ดไว้
กลางถุงให้ด้านตาควํ่าลง กลบเมล็ดด้วยถ่านแกลบหรือทรายผสมขุยมะพร้าวหนาประมาณ 1 นิ้ว ควรมีการพรางแสงให้ร่มเงา และรดนํ้าอย่างสมํ่าเสมอในระหว่างเพาะ

2.การขยายพันธุ์โดยการปักชำ

การขยายพันธุ์โดยการปักชำ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ให้ลักษณะตรงตามสายพันธุ์เดิม เหมาะ
สำ หรับขยายพันธุ์ชาพันธุ์ดี หรือพันธุ์ชาจีน เนื่องจากการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดมีอัตราการกลายพันธุ์สูง
การปักชำ นิยมใช้วิธีปักชำ ส่วนใบของชาที่มีแผ่นใบ ก้านใบ และกิ่ง หรือลำ ต้นที่มีส่วนของตาติด
อยู่ด้วย กิ่งพันธุ์ที่เหมาะสมในการนำ มาขยายพันธุ์ต้องเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป โดยสังเกตดูจากสีของเปลือกควรมีสีนํ้าตาลและเขียว กิ่งพันธุ์ชาที่ตัดยอดแล้วยังไม่สามารถนำ ไปปักชำ
ในแปลงได้ แต่ต้องเก็บไว้ในที่เย็นชื้น เช่นถุงพลาสติกพรมนํ้า และควรปักชำ ภายใน 48 ชั่วโมงแปลงเพาะชำ ควรมีขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร วัสดุที่ใช้เพาะควรมี pH ไม่เกิน 5.5 และมีอินทรียวัตถุน้อย ซึ่งวัสดุเพาะชำ ที่เหมาะที่สุดคือดินแดง (red soil) วิธีการชำ ทำ โดยตัดกิ่งชาให้มีความยาวประมาณ 6-8
เซนติเมตร มี 1 ใบ และ 1 ข้อ สำ หรับชาอัสสัม หรือ 1 ใบ 2 ข้อสำ หรับชาจีน (ตัดใบออกครึ่งหนึ่ง เพื่อลด
การคายนํ้า) แล้วนำ มาจุ่มฮอร์โมนเร่งราก เพื่อช่วยให้การออกรากของกิ่งปักชำ เร็วและสมํ่าเสมอมากขึ้น นำกิ่งชำ ปักลงไปในแปลงเพาะหรือชำ ในถุงพลาสติก โดยให้ส่วนโคนของกิ่งเอียงทำ มุม 45 องศากับพื้น จัดใบให้หันไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าชำ ในแปลงเพราะควรให้มีระยะห่างของกิ่งชำ 5 เซนติเมตร ระหว่างแถว 15 เซนติเมตร แล้วใช้พลาสติกใสคลุมแปลงเพาะชำ เป็นอุโมงค์เพื่อช่วยเพิ่ม ความชื้นสัมพัทธ์ และลดการสูญเสียนํ้าจากใบ เรือนเพาะชำ ควรมีความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 90% การให้นํ้าควรให้2 วัน/ครั้ง หรือวันละครั้ง หลังชำ ประมาณ 3-4 เดือน หรือเมื่อกิ่งชำ แตกยอดเกิดใบจริง 2-3 ใบแล้วให้นำ ถุงพาลสติกคลุมแปลงออก การชำ ในแปลงเพาะเมื่อรากเจริญดีแล้วก็สามารถแยกไปชำ ต่อในถุงพลาสติกขนาด 6×12 นิ้ว หรือเลี้ยงต่อไปใน แปลงเพาะจนอายุ 10-12 เดือน หรือจนต้นสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก็สามารถย้ายลงปลูกในแปลงได้ โดยช่วยก่อนย้ายลงปลูก 2 สัปดาห์ ควรตัดยอดเพื่อกระตุ้นให้ต้นแตกกิ่งข้าง ทำ ให้ทรงพุ่มแผ่ขยายออก

การปักชำ สามารถใช้สารเร่งรากช่วย เช่น IBA ความเข้มข้น 1,500 ppm จะสามารถเพิ่มอัตราการ
ออกรากของกิ่งปักชำ ได้ดี

การติดตาต่อกิ่ง วิธีนี้สามารถใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง และมีการเจริญเติบโตดี โดยการนำ ยอดพันธุ์ดีมา
ต่อกับต้นตอที่ได้จากเมล็ดชาป่า ซึ่งมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เมื่อรอยแผลประสานกันดีแล้วสามารถนำ ไปปลูกในแปลงได้ วิธีการนี้จะช่วยแก้ปัญหาจากการปักชำ เนื่องจากต้นพันธุ์ที่ได้จากการปักชำจะไม่มีรากแก้ว ดังนั้นในพื้นที่ที่ขาดนํ้า ขาดการชลประทาน การกระจายตัวของนํ้าฝนไม่ดีพอในเขตภูเขาสูง จึงควรขยายพันธ์โดยวิธีการต่อกิ่ง เนื่องจากวิธีนี้จะทำ ให้ได้ต้นกล้าที่มีระบบรากแก้วแข็งแรงสามารถหาอาหารและนํ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผลผลิตยอดชาสดที่เป็นชาพันธุ์ดี มีคุณภาพ
การต่อกิ่งโดยการเสียบกิ่ง(Cleft grafting) ให้ตัดต้นตอจากต้นตอที่ได้จากการเพาะเมล็ดที่มีลำ ต้นขนาดเท่าดินสอดำ ยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร อายุประมาณ 1 – 1.5 ปี โดยใช้กรรไกรหรือมีดตัดต้นตอเป็น stock สูงประมาณ 8-12 เซนติเมตร ผ่าต้นตอลึกประมาณ 1- 1.5 นิ้ว จากนั้นตัดกิ่งพันธุ์ดีให้มีตาและใบติด 2-3 ตา แล้วเฉือนส่วนล่างของกิ่งพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่ม เผยอรอยต่อบนต้นตอแล้วเสียบกิ่งพันธุ์ดีเข้าไปในส่วนของตัวตอที่ผ่า โดยให้ส่วนของกิ่งพันธุ์ที่เฉือนเป็นรูปลิ่มสนิทแน่นกับต้นตอที่ผ่า (ให้เนื้อเยื่อเจริญตรงกัน) พันด้วยผ้าพลาสติกและปิดรอยแผลให้มิดชิด แล้วใช้ถุงพลาสติกขนาดใหญ่คลุมไว้ทำ ที่บังร่ม เพื่อป้องกันการเหี่ยวของกิ่งพันธุ์ดี และทำ ให้มีเปอร์เซ็นต์การเชื่อมติดดีขึ้น ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีจะเชื่อมติดต่อกันภายใน 45 วันการต่อกิ่งโดยวิธีเสียบกิ่งสามารถใช้ในการเปลี่ยนพันธุ์ชาในแปลงปลูกต้นชาที่มีอายุหลายปีได้ด้วย โดยเสียบกิ่งพันธุ์ดี 2 กิ่งต่อต้นตอ 1 ต้น

การติดตา (bud grafting) เตรียมต้นตอที่สมบูรณ์ไว้ กรีดเปลือกต้นตอเป็นรูปต้น T ขนาดความยาว
1.5×3 เซนติเมตรให้ตำ แหน่งรอยกรีดอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 10 เซนติเมตร เฉือนแผ่นตาพันธุ์ดี
ขนาด 2 เซนติเมตรออกมา แกะเนื้อไม้ออกแล้วนำ ไปสอดเข้ากับรอยกรีดของต้นตอที่เตรียมไว้เสร็จแล้วใช้พลาสติกใสพันปิดรอยแผลโดยพันจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน หลังจากนั้น 3-4 สัปดาห์ รอยแผลที่ติดตาจะเชื่อมติดกัน ตัดแต่งกิ่งที่อยู่เหนือตาขึ้นไป 2 เซนติเมตรออก และส่วนเจริญของต้นตอที่อยู่
ด้านล่างตาพันธุ์ดี ต้องตัดออกจนกว่ากิ่งพันธุ์ดีจะเจริญเป็นหน่อ

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เป็นวิธีการที่ทำ ให้ได้ต้นพันธุ์ครั้งละจำ นวนมาก ปลอดโรค
ตรงต่อพันธุ์และมีความสมํ่าเสมอ สำ หรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อชายังอยู่ในขั้นการศึกษาวิจัยพัฒนา
คาดว่าในอนาคตจะเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำ ให้ขยายพันธุ์ชาพันธุ์ดีได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยที่สำคัญในการปลูกชา

ชาเจริญเติบโตได้ดีในภูมิประเทศต่างๆ กัน กล่าวคือสามารถเจริญได้ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือ
หนาว ยกเว้นในพื้นที่ที่มีนํ้าแข็ง ซึ่งได้แก่บริเวณเส้นรุ้งที่ 29 องศาเหนือ กับเส้นแวงที่ 98 องศาตะวันออก
ปัจจัยสาํ คัญในการปลูกชา ควรพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้ คือ

1. ดิน ชาเจริญงอกงามในดินร่วนที่มีการระบายนํ้าได้ดี หน้าดินมีอินทรีย์วัตถุสูง มีธาตุไนโตรเจน
มาก และดินเป็นกรดเล็กน้อย มี PH 4.5-6.0 ความลาดชันไม่ควรเกิน 45 องศา

2. ความชื้นและปริมาณนํ้าฝน ควรเป็นพื้นทีที่มีฝนตกสมํ่าเสมอตลอดปี ปริมาณนํ้าฝนอย่างตํ่า
ควรอยู่ในช่วง 40-50 นิ้ว/ปี หรือ 1,140-1,270 มิลลิเมตร/ปี เพราะถ้าขาดนํ้าจะทำ ให้ต้นชาชะงักการเจริญ
เติบโต ไม่แตกยอด ทำ ให้ผลผลิตลดลง

3. อุณหภูมิ ชาสามารถเจริญได้ในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน โดยชาจะเจริญเติบโตดีในช่วงอุณหภูมิ
ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียสและอุณหภูมิค่อนข้างคงที่ตลอดปี ทำให้ชาสร้างยอดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

4. ความสูงจากระดับนํ้าทะเล ชาที่ปลูกในพื้นที่สูงตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป มีอากาศเย็นจะทำ ให้
ผลผลิตใบชาที่ได้มีคุณภาพสูง ใบชามีกลิ่นและรสชาติดี แต่ปริมาณผลผลิตที่ได้จะตํ่า ส่วนการปลูกชาในที่ตํ่า อากาศค่อนข้างร้อน ชาจะให้ผลผลิตสูงแต่คุณภาพตํ่ากว่าชาที่ปลูกในที่สูง

ปัจจัยที่ไม่เหมาะสมในการปลูกชา

1. ดินชั้นล่างเป็นหิน หรือลูกรัง ทำ ให้ชาหยั่งรากลงไปหาอาหารได้ตื้น
2. เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการระบายนํ้า เป็นหนองบึง และที่ ๆ มีนํ้าขัง
3. เป็นพื้นที่ที่มีหินปูนและมี pH เกินกว่า 6
4. พื้นที่มีความลาดชันมาก
5. ดินที่มีอินทรีย์วัตถุน้อย และไม่สามารถเก็บความชุ่มชื้นได้
6. บริเวณที่มีลมแรง จนไม่สามารถทำ ที่บังลมได้
7. เป็นแหล่งที่มีไส้เดือนฝอย

การเตรียมดิน

ควรทำ การไถพลินหน้าดินและไถพรวน เพื่อปรับโครงสร้างดินและกำ จัดวัชพืชอย่างน้อย 2 ครั้ง
ก่อนปลูก ถ้าปลูกในพื้นที่ลาดชันตั้งแต่ 5 องศาขึ้นไป ต้องวางแนวปลูกตามขั้นบันได เพื่อลดการพังทะลายของดิน และให้มีความกว้างของขั้นบันไดอย่างน้อย 1 เมตรชา การปลูกและการจัดการสวนชา

ระยะปลูก

ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยยึดหลักดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่างการเตรียมหลุมปลูก
หลุมปลูกควรมีขนาด กว้าง x ยาว x ลึก ประมาณ 50 x 50 x 50 หรือ 50 x 50 x 75 หรือ25 x 25 x 50 เซนติเมตร เนื่องจากต้นชาสามารถแทงรากลงไปได้ลึกและรวดเร็วการปลูกชาช่วงเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงต้นฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ภายหลังจากมีฝนตก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ดินมีความชื้นเพียงพอ ต้นกล้าที่จะนำ มาปลูก ถ้าปลูกจากต้นเพาะเมล็ด ควรมีอายุ 18-24 เดือน ต้นปักชำ ควรมีอายุ 18 เดือน ควรจะลดการให้นํ้าและพรางแสง เพื่อกระตุ้นให้กิ่งชาพร้อมสำ หรับการย้ายปลูก ก่อนปลูกให้รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยฟอสเฟต อัตรา 40-50 กรัม เมื่อนำ ต้นชาลงปลูกให้ลึกเท่ากับระดับที่เคยอยู่ในถุงชำ หรือแปลงเพาะชำ จากนั้นกลบให้แน่นด้วยดินชั้นล่างผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้ว อัตรา1-2 กิโลกรัม กดดินให้แน่นแล้วรีบรดนํ้าทันที ควรรักษาความชื้นของดินด้วยการใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมดิน

การให้นํ้า

ชาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสมํ่าเสมอตลอดปี เพื่อให้มีการเจริญเติบโตทางกิ่งและใบ การ
ให้นํ้าในสวนชามี 3 แบบ คือ

1. การให้นํ้าแบบปล่อยให้ท่วมแปลง พื้นที่ที่ปลูกชาจะต้องมีแหล่งนํ้าที่สมบูรณ์และควรมีความลาด
เทเล็กน้อย เพื่อการกระบายนํ้า

2. การให้นํ้าแบบพ่นฝอย เป็นการให้นํ้าที่นอยมกันมากในพื้นที่ปลูกชาใหญ่ๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น
ไต้หวัน วิธีนี้ต้องลงทุนสูงแต่ให้ผลคุ้มค่า

3. การให้นํ้าแบบหยด เหมาะสำ หรับพื้นที่ขาดแคลนนํ้า เช่น การปลูกชาบนที่สูง เพราะเป็นการใช้
นํ้าแบบประหยัด แต่การลงทุนค่อนข้างสูง

การทำ ไม้บังร่ม

ชามีความต้องการร่วมเงา เหมือนกับโกโก้และกาแฟ การทำ ไม้บังร่มจะช่วยลดอุณหภูมิในช่วง
กลางวันลง ลดปริมาณของแสงแดดที่ส่องยังต้นชาโดยตรง ทำ ให้ใบชาสามารถสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น
เพราะถ้าต้นชาได้รับแสงแดดจัดเต็มที่โดยตรงจะทำ ให้ใบมีขนาดเล็ก เหลือง หรือทำ ให้เกิดใบไหม้ ใบชาไม่มีการปรุงอาหาร ต้นจะโทรมและตายในที่สุด การปลูกไม้บังร่ม ควรปลูกระหว่างแถวชา ซึ่งไม้บังร่มชาที่

นิยมปลูกมี 2 ชนิด คือ

1. ไม้บังร่มชั่วคราว เมื่อปลูกชาใหม่ๆ ต้นชายังมีขนาดเล็กอยู่ และในบริเวณนั้นไม่มีไม้บังร่มป่า
ธรรมชาติอยู่ และไม่ได้ปลูกไม้บังร่มถาวรไว้ก่อน การปลูกไม้บังร่มชั่วคราวจึงเป็นสิ่งจำ เป็นมาก ๆ พืชที่ใช้เป็นไม้บังร่มชั่วคราว ได้แก่ ถั่วแระหรือมะแฮะ ปอเทือง กล้วย ฯลฯ การปลูกไม้บังชั่วคราวควรปลูกระหว่างแถวต้นชา โดยปลูกในแนวขวางกับแสงแดด และควรปลูกก่อนปลูกชาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี

2. ไม้บังร่มถาวร อาจเป็นไม้บังร่มป่าตามธรรมชาติ หรือจะปลูกในแปลงไว้ก่อนปลูกชาประมาณ1 ปี คือปลูกให้ไม้บังร่มมีพุ่มใบพอที่จะเป็นร่มชาได้ หรือจะปลูกไม้บังร่มถาวรร่วมกับการปลูกไม้บังร่มชั่วคราวก็ได ้เมื่อไม้บังร่มถาวรโตพอที่จะเป็นร่มชาได้ก็ค่อยๆ ตัดไม้บังร่มชั่วคราวออก พืชที่ใช้เป็นไม้บังร่มถาวรได้แก่ แคฝรั่ง ทองหลาง กระถิน เหรียง สะตอ

ประโยชน์ของไม้บังร่ม ช่วยป้องกันการพังทะลายของดิน ลดปริมาณแสงแดดให้น้อยลงป้องกัน
ความชื้นและอุณหภูมิในดิน ป้องกันแรงปะทะของนํ้าฝนที่ชะล้างดิน สำ หรับพืชตระกูลถั่วที่ใช้เป็นไม้บังร่มจะช่วยเพิ่มประมาณธาตุไนโตรเจนในดินและเมื่อไม้บังร่มทึบเกินไปควรตัดกิ่งทิ้งบ้างเพื่อให้ต้นชาได้รับแสงสว่าง

การกำจัดวัชพืช

วัชพืชต่างๆ เป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของต้นชาโดยเฉพาะต้นชาที่ยังเล็กดังนั้นการกำ จัดวัชพืชจึงเป็นเรื่องสำ คัญในการปลูกสร้างสวนชา ควรกระทำ อย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง โดยการพรวนดินในระดับตื้นๆ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อระบบรากของเขาการใช้สารเคมีกำ จัดวัชพืชก็เป็นวิธีการที่สะดวกและได้ผลดี นอกจากนี้การปลุกพืชคลุมและการใช้วัสดุคลุมดินจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของวัชพืชได้

การคลุมดิน

ประโยชน์ของการคลุมดินคือ ช่วยรักษาอุณหภูมิและความชุ่มชื้นในดินเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลด
ความเป็นกรดในดิน ลดการพังทะลายของดิน ป้องกันแระปะทะของนํ้าฝน ลดการเจริญเติบโตของวัชพืช
เป็นต้น

1. วัสดุคลุมดิน วัสดุที่ใช้คลุมดิน ได้แก่ ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางข้าว แกลบ ต้นข้าวโพดแห้ง
ต้นข้าวฟ่างแห้ง เป็นต้น โดยคลุมรอบๆ โคนต้นชาให้ห่างจากโคต้นประมาณ3-5 นิ้ว

2. พืชคลุมดิน พืชคลุมดินส่วนมากเป็นพืชเลื้อยใช้ปลูกระหว่างแถวชา ประโยชน์ของพืชคลุมดิน
คือช่วยป้องกันแรงปะทะของนํ้าฝน ไม่ให้ดินถูกแสงแดดจัด รักษาความชุ่มชื้น อุณหภูมิในดิน เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ป้องกันการพังทะลายของดิน ลดการเจริญเติบโตของวัชพืช เป็นต้น สำ หรับพืชคลุมดินตระกูลถั่วจะเพิ่มธาตุไนโตรเจนในดิน ตัวอย่างพืชคลุมดิน เช่น Calopogonium mucuroides, Pueraria phaseoloide,Centrosema pubescens.

ธาตุอาหาร

    ในสภาพการเจริญเติบโตตามปกติต้นชาจะดูดธาตุอาหารจากดินในปริมาณที่พอเพียงที่จะใช้ประโยชน์ แต่ธาตุอาหารก็อาจจะถูกดูดซึมเข้าทางใบได้บ้างในปริมาณเล็กน้อยจากอากาศและนํ้าฝน หากต้นชาได้รับธาตุอาหารไม่พอเพียงจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตของต้นชาและผลผลิตของชาลดลง แต่ถ้าได้รับธาตุอาหารมากเกินไปก็อาจทำให้ต้นชาตายได้ เนื่องจากเกิดปฏิกิริยา plasmolysis ทำให้ต้นพืชสูญเสียนํ้าออกมา จึงทำ ให้ต้นเหี่ยวตายได้

ธาตุอาหารที่สำ คัญต่อการปลูกชา มีดังนี้

1. ไนโตรเจน เป็นธาตุที่สำ คัญขบวนการเจริญเติบโต และการสร้างสารที่สำ คัญในพืช เช่น คลอโร
ฟิล ฮอร์โมนนิวคลีโอไทด์ ไวตามิน ฯลฯ ดังนั้นต้นชาจะต้องการไนโตรเจนมากกว่าธาตุอื่น ๆ เพราะจะถูก
เก็บเกี่ยวใบและกิ่งอ่อนเป็นประจำ ต้นชาตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนเร็วมาก โดยจะทำ ให้ผลผลิตใบชาแปรผันจาก 4 เป็น 8 กิโลกรัม ในการสร้างใบชาต่อการให้ไนโตรเจนมากขึ้น 1 กิโลกรัม โดยทั่วไปปุ๋ย
ไนโตรเจนที่ใช้เป็นรูปแอมโมเนียมซัลเฟตหรือยูเรียเพราะฉะนั้นจึงทำ ให้ดินเป็นกรดเล็กน้อย
ในต้นชาที่แข็งแรงสมบูรณ์จะมีระดับไนโตรเจนคงที่ในใบชาคือระหว่าง 4.5-5 เปอร์เซ็นต์ของนํ้า
หนักแห้ง เมื่อปริมาณไนโตรเจนในใบชาลดลงน้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้ง ต้นชาจะแสดงอาการขาดไนโตรเจน ทำ ให้ระยะการแตกยอดสั้นลง ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โตช้า ใบขนาดเล็ก ยอดน้อย ขนาดยอดเล็กลง ข้อปล้องสั้นลงและใบร่วงในที่สุด

2. ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่จำ เป็นต่อการเจริญเติบโตมีบทบาทสำ คัญในการสร้างระบบรากทำ ให้ราก
แข็งแรงและมีปริมาณมาก โดยทั่วไปในใบชาจะมีฟอสฟอรัสประมาณ 0.3-0.9 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้งฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ดี พบได้มากในส่วนยอดอ่อนและใบอ่อน ลักษณะการขาดธาตุฟอสฟอรัส (เมื่อปริมาณธาตุฟอสฟอรัสในต้นชา P2O5 น้อยกว่า 0.4 เปอร์เซ็นต์) จะทำให้การเจริญเติบโตของต้นหยุดชะงัก การเจริญของรากช้าลงใบมีสีเข้ม ใบด้านไม่สะท้อนแสง ขนาดใบเล็กกว่าปกติ ลำต้นอ่อน ใบร่วงและกิ่งตายในที่สุด ฟอสฟอรัสที่เหมาะที่สุดคือหินฟอสเฟต

3. โปตัสเซียม เป็นธาตุอาหารที่สำ คัญ มีบทบาทในการสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงให้กับทุกส่วนของต้นชา การควบคุมนํ้าในเซลล์ การแบ่งเซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่อุณหภูมิตํ่าและช่วงแล้งนานปกติโปตัสเซียมจะมีในใบประมาณ 1.5-2.0 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้ง ลักษณะการขาดธาตุโปตัสเซียมจะ
ทำ ให้ขอบใบเปลี่ยนเป็นสีแดง ผลผลิตลดลงใบร่วง ยอดก็ไม่เจริญเติบโต กิ่งและยอดอ่อนมีน้อยลำต้นลีบเล็ก ไม่ตอบสนองต่อการตัดแต่งกิ่ง

4. แมกนีเซียม ต้นชาต้องการเพียงเล็กน้อย ปริมาณแมกนีเซียมในใบชามีประมาณ 0.22เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้ง ลักษณะการขาดแมกนีเซียม (MgO) จะทำ ให้ใบแก่เหลือและเกิดจุดสีนํ้าตาล ในระหว่างเส้นใบและขยายใหญ่ขึ้น จำ นวนใบอ่อนไม่ลด แต่สีใบผิดปกติจากเวลาที่ควรเป็น

5. กำมะถัน ปริมาณกำ มะถันในใบมีประมาณ 0.08-0.2 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้ง ลักษณะการขาดกำ มะถันใบจะมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังมีสีเขียว ยอดใหม่มีขนาดเล็กลง ปล้องสั้นลงอัตราการเจริญเติบโต
ลดลง

6. แคลเซียม จะมีส่วนในการสร้างผนังเซลล์ซึ่งธาตุอื่นไม่สามารถทดแทนได้ ในใบชาจะมีแคลเซียมประมาณ 0.3-0.9 เปอร์เซ็นต์ของนํ้าหนักแห้ง ลักษณะการขาดธาตุแคลเซียมจะทำ ให้ใบแก่มีสภาพกรอบเปราะ ใบอ่อนสีซีดจาง บริเวณขอบใบจะเกิดสีนํ้าตาลในเวลาต่อมา แต่ถ้าได้รับแคลเซียมมากเกินไปจะทำ ให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง ใบอ่อนเกิดเป็นสีเหลือง ใบม้วนเข้าด้านใน ทำ ให้ทรงพุ่มมีใบลดลงขอบและปลายใบเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลดำ แล้วร่วงในที่สุด

7. เหล็ก ในใบชามีธาตุเหล็กประมาณ700-1,500 ส่วนในล้านส่วน(ppm)ของน้ำ หนักแห้ง การขาดธาตุเหล็ก การขาดธาตุเหล็กจะมีผลต่อการสร้างคอลโรฟิลในใบชา

8. แมงกานีส ในใบชามีแมงกานีสอยู่ประมาณ 900-1,200 ppm ของนํ้าหนักแห้งเมื่อใบแก่ขึ้น ปริมาณความเข้มจะเพิ่มมากขึ้น การขาดแมงกานีสจะพบในดินกรดมาก ใบแก่จะกรอบเปราะขอบใบจะมีสีเหลืองและมีจุดสีนํ้าตาลบนใบ
9. โบรอน การขาดโบรอนทำ ให้เมตตาโบลิซึมในต้นชาลดลงเปลือกต้นชาแตกง่ายต้นและใบรูปร่าง
ผิดปกติและตายได้ การสร้างดอกและผลผิดปกติ การขาดธาตุจะมีมากในดินเหนียวหรือช่วงฤดูแล้ง

10. ทองแดง ในใบชามีธาตุทองแดงช่วงประมาณ 20-30 ppm ของนํ้าหนักแห้งเมื่อความเข้มลดตํ่า
กว่า 12 ppm จำ เป็นต้องฉีดพ่นสารที่มีทองแดงหรือฉีดพ่นกับสารป้องกันเชื้อราเพื่อให้ระดับทองแดงในใบสูงขึ้นช่วยพยุงรักษาใบไว้ได้

11. อลูมิเนียม มีความสำ คัญอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของต้นชา คือช่วยลำ เลียงธาตุฟอสฟอรัส
ของต้นชากระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นชาปริมาณอลูมิเนียมในใบชามีช่วงระหว่าง 200-2,000 ppm ของนํ้าหนักแห้ง

12. สังกะสี การขาดธาตุสังกะสีปรากฏเมื่อมีปริมาณธาตุสังกะสีในใบน้อยกว่า 10 ppm ของนํ้าหนักแห้ง อาการจะทำ ให้ปล้องสั้นลง ในชะงักการเจริญเติบโต เปลี่ยนสี ยอดโค้งงอเป็นรูปเคียว เมื่อเกิดอาการต้องฉีดพ่นธาตุสังกะสีซัลเฟตทางใยในปริมาณ 4 กิโลกรัมต่อนาํ้ 200 ลิตร โดยฉดี พน่ 3-4 ครงั้

ลักษณะของใบที่ขาดธาตุอาหาร

การใส่ปุ๋ย

ชาที่ปลูกไว้นาน ๆ ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ย ผลผลิตที่ได้จะค่อยๆ ลดตํ่าลง ในการที่จะให้ต้นชาเจริญงอก
งามให้ผลผลิตสูงจำ เป็นต้องมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยที่ใช้มี 2 ชนิด คือ
1. ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัด มูลควาย มูลไก่ หรือมูลค้างคาว ฯลฯ ใส่ต้นละ 2-3 กำ มือ โดยใส่รอบ ๆ
ต้น หลังจากใส่ปุ๋ยคอกแล้ว ควรใช้วัตถุคลุมดินรอบ ๆ โคนต้นชาเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของวัชพืช
2. ปุ๋ยวิทยาศาสตร  ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่สำ คญั มอี ย ู่ 3 ชนดิ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ
โปแตสเซียม ไนโตรเจนจะอยู่ในรูปแอมโมเนียมซับเฟต ช่วยทำ ให้ต้นแข็งแรง และเร่งการเจริญเติบโตของใบเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ฟอสฟอรัสจะอยู่ในรูปซูเปอร์ฟอสเฟต หรือดับเบิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต หรือทริเบิลซูเปอร์ฟอสเฟต ฯลฯ ฟอสฟอรัสทำ ให้กิ่ง ก้าน ลำ ต้นเจริญเติบโต ระบบรากแข็งแรงและมีปริมาณมากโปตัสเซียมจะอยู่ในรูปโปตัสเซียมไดออกไซด์ ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของ
ต้นพืช ควบคุมระบบการสังเคราะห์แสงลดการระเหยนํ้าของใบ และเพิ่มความทนทานต่อโรคให้ดีขึ้น

วิธีใส่ปุ๋ยต้นชา

ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส รองก้นหลุมก่อนปลูก หลุมละ 50 กรัม ส่วนไนโตรเจนเป็นธาตุที่สลายตัวได้ง่าย ควรแบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ๆ ละเท่า ๆ กัน ควรใส่ช่วงต้นและปลายฤดูฝน หรือหลังจากการตัดแต่งกิ่งด้วย โดยโรยปุ๋ยรอบโคนต้นตามรัศมีทรงพุ่ม หรือโรยตามแนวแถวชาห่างประมาณ 1 ฟุต แล้วพรวนกลบ
ปุ๋ยคอกควรใส่ปีละ 1 ครั้ง

การตัดแต่งกิ่งชา

เป็นการปฏิบัติที่สำ คัญประการหนึ่งในการทำ สวนชา วัตถุประสงค์เพื่อแต่งทรงพุ่มให้สะดวกใน
การเก็บเกี่ยว กระตุ้นให้เกิดยอดใหม่ได้เร็วขึ้น และช่วยกำ จัดโรคและแมลง
การตัดแต่งกิ่งชามี 2 ระบบ คือ

1. การตัดแต่งกิ่งต้นชาอายุน้อยที่ปลูกจากเมล็ดหรือกิ่งปักชำ โดยจะเริ่มตัดแต่งกิ่งหลังจากปลูกแล้ว
ดังนี้

ปีที่ 1 ควรตัดกิ่งสูง 20 เซนติเมตร จากระดับดิน
ปีที่ 2 ควรตัดกิ่งสูง 30 เซนติเมตร จากระดับดิน
ปีที่ 3 ควรตัดกิ่งสูง 40 เซนติเมตร จากระดับดิน
ปีที่ 4 ควรตัดกิ่งสูง 50 เซนติเมตร จากระดับดิน

และจะเริ่มเก็บยอดชาที่ระดับ 60 เซนติเมตร หลังจากเก็บผลผลิตได้ 2-3 ปี ให้ทำ การตัดแต่งกิ่งให้
สูงจากพื้นดิน 55 เซนติเมตร การตัดแต่งกิ่งครั้งต่อไปให้ทิ้งระยะห่าง 3-4 ปี และตัดแต่งกิ่งให้สูงไม่เกิน 2.5เซนติเมตร จากรอยต้นเดิม การตัดแต่งกิ่งต้นชาควรกระทำ ในช่วงต้นชาพักตัวระหว่างเดือนธันวาคม ถึง มกราคม

2. การตัดแต่งกิ่งต้นชาที่มีอายุมาก ควรตัดให้สูงจากพื้นดิน 50-60 เซนติเมตร ให้ส่วนบนทรงพุ่ม
เรียงเสมอกัน เพื่อให้มีพื้นที่ให้ผลผลิตมากขึ้น

การเก็บเกี่ยวชา


การเก็บเกี่ยวชาเป็นสิ่งที่สำ คัญมาก เพราะการผลิตชาให้ได้คุณภาพดีนั้น ต้องเริ่มจากใบชาสดที่มี
คุณภาพ ใบชาสดที่มีคุณภาพดีที่สุดคือ ใบชาที่เก็บจากยอดชาที่ประกอบด้วย 1 ยอด กับ 2 ใบ การเก็บชาจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน โดยเฉลี่ยจะเก็บยอดชา 10 วันต่อครั้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวยอดชาจะอยู่ประมาณ 05.00-14.00 น. การเก็บยอดชาจะต้องไม่อัดแน่นในตะกร้า หรือกระสอบเพราะจะทำ ให้ยอดชาชํ้าและคุณภาพใบชาเสียได้ เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการหายใจของใบชา หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ควรรีบนำ ส่งโรงงานผลิตภายใน 3-4 ชั่วโมง เพื่อจะได้สามารถผลิตชาคุณภาพดี

การปรับปรุงสวนชาเก่า

สวนชาที่ปลูกไว้ตามธรรมชาติมักจะให้ผลผลิตตํ่า แต่การสร้างสวนใหม่จะต้องมีการลงทุนสูง
เกษตรกรขาดผลผลิตในช่วงแรกทำ ให้เกษตรกรไม่มีรายได้ การปรับปรุงสวนชาที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นแนวทางที่สามารถทำ ได้ และเกษตรกรยอมรับได้ง่าย การปรับปรุงสวนเก่าให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นกระทำ ได้ดังนี้

1. ปลูกชาเสริมในสวนชาที่มีที่ว่างอยู่ให้เต็มพื้นที่ ทั้งระหว่างต้นและระหว่างแถว

2. ตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มต้นชาที่มีอายุมากโดยตัดแต่งกิ่งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 50-60 เซนติเมตร
และตัดกิ่งที่เป็นโรคแคระแกร็นออกไป ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม การตัดแต่งควรแบ่งแปลงตัดแต่งแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้เกษตรกรขาดรายได้ในช่วงตัดแต่ง

3. การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยที่เหมาะจะใช้กับต้นชาควรเป็นปุ๋ยสูตร 15-15-15 โดยใส่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 200-
300 กรัม/ต้น หรือ 0.5 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยใส่โรยรอบ ๆ ต้นตามรัศมีทรงพุ่ม

4. ในฤดูแล้งควรให้นํ้า หรือใช้วัสดุคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน
โรคและแมลงศัตรูชา
โรคของชา มีดังนี้
โรคใบพุพอง
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อ Exobasidium vexsans (Massee)อาการของโรค จะเห็นเป็นจุดกลมเล็กสีชมพูอ่อนหรือสีจางบนใบอ่อนของชาในฤดูฝน ต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้นถึง 0.5-2.0เซนติเมตร ตำ แหน่งที่เป็นโรคจะมีรอยปูดนูน บริเวณผิวใบด้านล่างจะเป็นจุดกลม สีชมพูจางกลายเป็นสีแดงเข้ม ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีขาวฟูและสีเทาอ่อนในที่สุด เมื่ออาการของโรคถึงขั้นนี้ก็ไม่สามารถเก็บใบอ่อนไปใช้ประโยชน์ได้ ด้านบนของผิวใบที่เป็นโรคนี้มีรอยบุ๋มลงไป ส่วนด้านล่างของใบจะนูนออกมาและปรากฏเส้นใยของเชื้อราสีขาวฟูชัดเจน เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งแผลที่เป็นโรคจะแห้ง เปลี่ยนเป็นสีเทานํ้าตาล เพื่อรอระบาดในฤดูถัดไป

โรคใบจุดสีนํ้าตาล
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อ
1. Collectotricum camelliae (Cook) Battler.
2. Glomerella cingulata (Stonem) S. & Sc.
อาการของโรค อาการแรกเริ่มเป็นจุดสีนํ้าตาลแกมเหลืองบนผิวใบชา ต่อมาอีก 7-10 วัน จุดสีนํ้า
ตาลจะขยายใหญ่และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำมีวงแหวนล้อมรอบแผลเนื้อเยื่อใบที่เป็นโรคนี้จะแห้งตาย ถ้าอาการของโรครุนแรง จะทำ ให้ใบร่วง โรคนี้มักเกิดกับใบและยอดอ่อน การป้องกันกำจัดให้เก็บใบที่เป็นโรคเผาทิ้ง และใช้สารเคมีกำ จัดเชื้อราชนิดดูดซึม เช่น เบนโนมิลอัตรา 500 ppm ฉีดพ่น 7 วันต่อครั้ง ประมาณ 3 ครั้งติดต่อกันและใช้สลับกับสารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ อัตรา 30 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร จะให้ผลดียิ่งขึ้น

โรคสาหร่ายแดง
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อ Cephaleuros parasitices (Karst)
อาการของโรค อาการเริ่มแรกเป็นจุดเล็ก ๆ สีส้มแดงบนใบ ต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้น มีลักษณะกลม
สีนํ้าตาลแดงฟูคล้ายขนสีแดงสามารถแพร่ระบาดไปยังกิ่งได้ โรคสาหร่ายแดงระยะแรกเป็นแบบ epiphytic คือเกิดเกาะติดผิวใบ สามารถลูบออกได้ง่าย แต่ในระยะต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็น paarasite เส้นใย ของสาหร่ายจะเจริญทะลุไปยังเนื้อเยื่อ epidermal และ parenchyma ของใบชา เชื้อนี้สามารถอยู่กับใบแก่ กิ่งและลำ ต้นได้ เมื่อใบอ่อนแตกออกมาใหม่ก็สามารถเข้าทำ ลายได้อีกครั้ง ต้นชาที่ถูกแสงแดดจัดจะเป็นโรคนี้รุนแรงกว่าต้นที่อยู่ในร่มการป้องกันกำ จัด ในต่างประทศพบว่าการใช้สารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ สามารถใช้ฉีดพ่นป้องกันการเกิดโรคได้ดี

โรคใบจุดสีเทา
เชื้อสาเหตุ เกิดจากเชื้อ Pestalotiopsis theae (Sawada)
อาการของโรค อาการเริ่มแรกเป็นจุดเล็กๆ สีนํ้าตาล ต่อมาขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีเทา จุดแต่ละจุดจะขยายและลุกลามเป็นเนื้อเดียวกัน รูปร่างแผลไม่แน่นอน เป็นแผ่นสีเทาใหญ่ วงแหวนบนแผล มักเกิดกับใบชาแก่การป้องกันกำ จัด เก็บใบที่เป็นโรคเผาทิ้งหรือใช้สารเคมี เบนโนบิล ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน ครั้งละ7-10 วัน

แมลงศัตรูชา
ประเทศไทยยังไม่มีแมลงศัตรูชาที่ระบาดทำ ความเสียหายรุนแรงให้แก่ต้นชาอาจเพราะพื้นที่ปลูกชา
อยู่กระจัดกระจาย แต่ละแหล่งก็ปลูกไม่มากทำ ให้มีการดูแลรักษาได้ทั่วถึง อีกทั้งมีศัตรูธรรมชาติคอยควบคุม ซึ่งแมลงศัตรูของชาที่พบในประเทศไทย และมีความสำ คัญ คือ

มวนชา
ชื่อวิทยาศาสตร  Helopeltis sp.
เป็นแมลงศัตรูที่สาํ คัญที่สุดของชา เป็นแมลงชนิดปากดูด ตวั เตม็
วัย มีลักษณะคล้ายยุงลำ ตัวปีกและขามีสีดำ ท้องสีเขียวกลางหลังจะมีสีเหลืองลักษณะการทำ ลาย ใบชาที่ถูกทำ ลายจะมีรอยแผลไหม้เป็นวงเล็กๆ หรือเป็นจุดๆ ทำ ให้ยอดและใบอ่อนหงิกงอได้ การป้องกันกำจัดใช้สารไพรทรอยสังเคราะห์ฉีดพ่นการทำลายของมวนชา

ไรแดง
ชื่อวิทยาศาสตร  (Oligonychus coffear (Niether)
ลักษณะการทำลายจะดูดกินนํ้าเลี้ยงจากใบและยอดอ่อนของชา ทำ ให้ใบชาหดหงิกงอการป้องกันกำจัด ระยะที่โรคระบาดให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัด acaricide อัตรา 1 ลิตรต่อนํ้า 200 ลิตร ฉีดให้เปียกทั้งส่วนบนและล่างใบและฉีดครั้งที่ 2 หลังจากฉีดครั้งแรก 1-2 สัปดาห์

เพลี้ยอ่อน
ลักษณะการทำ ลาย จะทำ ลายใบชาโดยการดูดนํ้าเลี้ยง ทำ ให้ใบหงิก ใบย่อน และม้วนตํ่าลง
การป้องกันกำ จัด ใช้สารเคมีเชฟวิน ความเข้มข้น 0.5% ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม
ชา การปลูกและการจัดการสวนชา 13

หนอนม้วนใบ
ชื่อวิทยาศาสตร  Homona coffearia (Niether)
ลักษณะการทำ ลาย จะทำ ความเสียหายต่อใบและยอดอ่อนของชา โดยหนอนจะนำ ใบมาติดกัน
แล้วกัดกินใบ ตัวแม่เป็นผีเสื้อกลางคืน ออกวางไข่บนใบชาเป็นกลุ่มๆ ละ 100 ฟองหรือมากกว่านั้น ไข่จะ
ฟักเป็นตัวบุ้งโตเต็มที่ยาว 12-20 มิลลิเมตร เมื่อเข้าดักแด้จะใช้ใบชาสร้างรัง
การป้องกันกำ จัด ตัดแต่งกิ่งชาเป็นประจำ ทุกปี ร่วมกับการใช้วิธีทางชีววิธีโดยนำ ตัวหํ้า ตัวเบียน
ตามธรรมชาติ เช่น แมลงประเภทต่อ (wasp) มาใช้

หนอนคีบ หนอนกินใบอื่นๆ
ลักษณะการทำ ลาย พวกหนอนกินใบต่างๆ จะมีการระบาดในช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคม เป็นต้นไป
โดยจะกัดกินใบทำ ให้ใบเป็นรูเว้าแหว่ง
การป้องกันกำ จัด ใช้สารเคมี Endosulfan 1 ลิตรต่อนํ้า 200 ลิตร ฉีดให้เปียกทั่วใบชา และไม้บังร่มชา
จัดทำ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดย : สำ นักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Cr…technology-farmmer.blogspot.com