การสะเดาะเคราะห์ด้วยฉัตร

206
SHARE

การสะเดาะเคราะห์ หรือ ยะดะยา-เฉ่ (pE9kg-y) เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาของชาวพม่า ความนิยมนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับการดูดวงชะตา ซึ่งชาวพม่าส่วนมากยังมักต้องพึ่งพาอยู่เป็นนิตย์ ดังพบว่าในสิ่งตีพิมพ์ของพม่าประเภทนิตยสารรายสัปดาห์หรือรายเดือน จะต้องมีคอลัมน์ทำนายดวงชะตา พร้อมกับคำแนะนำสำหรับการสะเดาะเคราะห์ของผู้เกิดในแต่ละวันของสัปดาห์ วิธีการสะเดาะเคราะห์มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปล่อยนกปล่อยปลา เลี้ยงอาหารสัตว์ มอบสิ่งของให้ผู้อื่น กินผลไม้บางชนิด ทิ้งขยะให้พ้นจากบ้าน และถวายฉัตรต่อพระเจดีย์ เป็นต้น ในบรรดาคำแนะนำเพื่อการสะเดาะเคราะห์นั้น การถวายฉัตรต่อองค์พระเจดีย์ ดูจะเป็นข้อปฏิบัติที่กระทำกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะหากพบกับปัญหาหรืออุปสรรคใดๆก็ตาม ชาวพม่ามักถือว่าการสะเดาะเคราะห์ด้วยวิธีดังกล่าวนี้เป็นบุญกริยาที่ประเสริฐสุด ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความเป็นมาของฉัตร และการประยุกต์ฉัตรเพื่อการสะเดาะเคราะห์ของชาวพุทธพม่าพอสังเขป ในภาษาพม่า คำเรียก ร่ม และ ฉัตร ใช้รากคำเดียวกันว่า

ที (5ut) คำนี้จึงหมายถึงร่มกันแดดกันฝนธรรมดาก็ได้ หรือหมายถึงเครื่องสูงที่ใช้บอกฐานะหรือบรรดาศักดิ์ และยังหมายถึงเครื่องประดับที่อยู่บนส่วนยอดของพระเจดีย์ได้ด้วย ในอดีตพม่ามีกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง และสิ่งที่เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็คือ เศวตฉัตร หรือ ฉัตรขาว ซึ่งพม่าจะเรียกว่า ที-ผยู่ (5utez&) แปลว่า “ร่มขาว” สำหรับขุนนางก็จะมีฉัตรแสดงบรรดาศักดิ์ อาทิ ขุนนางชั้นสูงจะมีฉัตรแดงเป็นเกียรติยศ เป็นต้น พม่าถือว่าเศวตฉัตรเป็นสิ่งคู่กับองค์พระมหากษัตริย์ ราชบังลังก์ที่ไร้ฉัตรจึงหมายถึงการหมดสิ้นแห่งอำนาจและบารมี ดังตอนที่ราชวงศ์ของพม่าล่มสลายด้วยการยึดครองของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๕ นั้น พม่าถึงกับเปรียบการสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ครั้งนั้นว่า ฉัตรหัก หรือ ทีโจ (5utdy7bt) อย่างไรก็ตาม แม้พม่าจะไม่มีสถาบันกษัตริย์อีกแล้ว แต่พม่ายังคงมีการใช้ฉัตรขาวเป็นเครื่องบอกบรรดาศักดิ์สำหรับพระสงฆ์ สำหรับฉัตรที่ประดับยอดพระเจดีย์แบบพม่านั้น เรียกว่า พระฉัตร หรือ ทีด่อ (5utg9kN) เจดีย์แบบพม่าจะต้องมีฉัตร และในการสร้างเจดีย์จะมีการทำพิธีอัญเชิญพระฉัตร ซึ่งถือเป็นพิธีสำคัญและจะต้องกระทำเป็นลำดับสุดท้าย ดังเมื่อเดือนเมษายนของปีนี้ (พ.ศ.๒๕๔๒) รัฐบาลพม่าได้จัดงานขึ้นฉัตรใหม่สำหรับพระเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งเป็นงานยกฉัตรที่ยิ่งใหญ่ ด้วยว่างเว้นมานานนับแต่สมัยพระเจ้ามินดง รัฐบาลพม่าจัดงานนี้อย่างเอิกเกริก โดยใช้เวลาเตรียมงานหลายเดือน และใช้เวลาเพื่ออัญเชิญพระฉัตรถึง ๓ วัน

และยังจัดงานฉลองพระฉัตรอีกนับ ๑๐ วัน นับเป็นงานหลวงที่สามารถเรียกศรัทธาจากชาวพุทธพม่าทั่วประเทศได้มาก ในพิธีมีผู้คนมาร่วมบริจาคแก้วแหวนเงินทองสำหรับประดับพระฉัตรกันมากมาย จนของบริจาคมากล้นเหลือ และต้องนำไปจัดเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เสียส่วนหนึ่ง พม่าถือว่าฉัตรที่ยอดพระเจดีย์เป็นดุจร่มที่กางกั้นเจดีย์ให้บังเกิดความร่มเย็น ชาวพม่ายังเชื่ออีกว่าการบูชาด้วยฉัตรเป็นการทำบุญที่ได้กุศลมากกว่าการทำบุญอื่นใด จึงเชื่อว่าหากมีวาสนาได้ถวายพระฉัตรแด่องค์พระเจดีย์ ชีวิตก็จะมีแต่ความร่มเย็น และประสบแต่ความสำเร็จ ทุกวันนี้ชาวพม่ายังนิยมถวายฉัตรแด่องค์เจดีย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมิใช่เป็นฉัตรเงินหรือฉัตรทองแท้ ๆ ฉัตรแบบนี้จะทำด้วยกระดาษสีเงิน สีทอง สีขาว สีเหลือง หรือสีเขียว ซึ่งมีจำหน่ายที่ร้านค้าแถวองค์เจดีย์ สีของฉัตรต่างมีความหมาย หากเป็นสีทองหรือสีเงินจะแสดงถึงความมั่งมี แต่ถ้าเป็นสีขาวจะแสดงถึงความสงบสุข เป็นต้น ชาวพุทธพม่านิยมบูชาพระเจดีย์ด้วยฉัตรประเภทนี้ เพื่อแก้เคล็ดหรือสะเดาะเคราะห์ ดังกรณีที่ประสบเคราะห์ร้าย ชาวพุทธพม่ามักจะต้องถวายฉัตรกระดาษแด่พระเจดีย์ และในการตั้งเครื่องหมู่บูชาพระเจดีย์ ซึ่งพม่าเรียกว่า กะเดาะ-บแว (doNg9kHx:c) มักจะต้องปักฉัตรไว้ที่สำรับบูชานั้นด้วย เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้พรที่ขอเกิดผลสัมฤทธิ์ (ตามคติของพม่านั้น เครื่องบูชาที่มีฉัตรประดับจะถือว่าเป็นเครื่องบูชาในฝ่ายศาสนา ต่างจากการบูชาเทพนัต ซึ่งชาวพม่าไม่นิยมใช้ฉัตรมาประกอบเครื่องบูชา) การถวายฉัตรที่ทำด้วยกระดาษนี้ จึงต่างไปจากการถวายพระฉัตรสำหรับยอดพระเจดีย์ ที่ทำเพื่อสืบพระศาสนาหรือเพื่อเป็นพุทธบูชา แต่การถวายฉัตรกระดาษสี จะเป็นเพื่อการขอความคุ้มครอง และเพื่อความสงบสุขในชีวิตสำหรับผู้ถวาย ฉัตรจึงถูกใช้ในหลายหน้าที่ เป็นทั้งเครื่องแสดงฐานะของกษัตริย์ เครื่องบอกยศศักดิ์ของขุนนางชั้นสูง เครื่องแสดงเกียรติยศสำหรับพระสงฆ์ และเป็นเครื่องประดับยอดพระเจดีย์ ตลอดจนนิยมใช้ฉัตรประกอบเครื่องบูชาสำหรับพิธีสะเดาะเคราะห์และขอพร การที่พม่าพัฒนาการถวายฉัตรแด่องค์พระเจดีย์จนถึงขั้นนี้นั้น อาจเป็นเพราะฉัตรเป็นเครื่องหมายแห่งอำนาจและบุญบารมี อันจะนำมาซึ่งความมั่งมีและความร่มเย็นในชีวิต ซึ่งเป็นโลกียสุขที่ปุถุชนต่างปรารถนา ความเชื่อเกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์ด้วยฉัตร และป้องกันภัยด้วยการสวดพระปริตร นับเป็นตัวอย่างของความเชื่อในอำนาจบุญกุศลและพุทธคุณของชาวพุทธพม่า อันจะช่วยให้เข้าใจวิถีพุทธแบบชาวบ้านในอีกมิติหนึ่ง และแม้ว่าวิถีพุทธแบบพม่าในประเด็นดังกล่าวนั้นอาจดูไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนักก็ตาม แต่พุทธศาสนาในวิถีแบบชาวบ้านนั้นกลับมีบทบาทต่อสังคมพม่าอย่างมาก จนแม้แต่ฝ่ายรัฐเองก็ให้ความสำคัญต่อพุทธศาสนาในรูปแบบดังกล่าวไม่ยิ่งหย่อนไปจากฝ่ายประชาชนพม่านัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาวพม่าต่างมีความเข้าใจต่อพุทธศาสนาในฐานะของพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการค้ำจุนชีวิต ส่วนภาครัฐเองก็ประยุกต์พุทธพิธีให้เป็นรัฐพิธีที่สอดคล้องกับความเชื่อและความต้องการของประชาชน ดังนั้น การท่องบ่นพุทธคุณเพื่อป้องกันภัยนานาชนิด และการถวายฉัตรเพื่อปัดรังควาญต่างๆ จึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนความเชื่อแบบหนึ่งของพม่า
cr. oknation.nationtv.tv