การทรงร่างผีอารักษ์เนียะตา (ผีบรรพบุรุษ)

223
SHARE

สังคมเขมรในสมัยโบราณ (ปัจจุบันด้วย) มีความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ สิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติเป็นสิ่งยึดเหนียวจิตใจ หรือเป็นที่พึงทางใจ จนกลายเป็นธรรมเนียมในการปฏิบัติต่อๆ กันแม้ว่าในสมัยปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้เริ่มเหินห่างไป แต่ตามชนบทยังมีการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่องผีบรรพบุรุษ หรือดวงวิญญาณของบุรุษนี้ เมื่อให้ความเชื่อและนับถือกลายเป็นสิ่งที่มีพลัง อำนาจเหนือวิสัยของมนุษย์ เป็นสิ่งลึกลับ ถ้าในภาษาคนธรรมดาเรียกว่าดวงวิญญาณโดนตา ถ้าเป็นในลักษณะทรงเจ้าหรือทรงร่าง/วิญญาณ เรียกอีกแบบหนึ่งว่า อารักษ์เนียะตาหรือแม่มด

ความเชื่อเรื่องวิญญาณอารักษ์เนียะตาในความหมายของสังคมเขมรหมายถึงสิ่งที่ทำให้อบอุ่น เป็นที่พึงทางใจ และเป็นสิ่งที่ให้คำตอบได้และช่วยแก้ปัญหาได้(ในกรณีไม่สบาย เจ็บไข้ ป่วย)โดยเชื่อว่าเมื่อมีคนตายไปแต่ดวงวิญญาณยังมีชีวิตอยู่และอาศัยอยู่ใกล้ลูกหลานเพื่อช่วยดูแลหรือลงโทษหากมีความประพฤติ ไม่เหมาะสม หรือทำให้มีการแตกแยกกันในครอบครัวหรือมีความประพฤติผิดต่อกฎธรรมเนียมสังคม

การทรงร่างวิญญาณทำให้คนปกติกลายเป็นคนละคนที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ สามารถพูดคุยในภาษา แปลกๆและสามารถสื่อความกับดวงวิญญาณอย่างอื่นได้ บางคำพูด เสียง อาการ ท่าทีเหมือนคนที่ยังมีชีวิต เมื่อทรงร่างวิญญาณแล้วสามารถดูแลความเจ็บป่วยไข้ โดยการเสดาะ เป่าหรือให้อภัยโดยบอกให้ว่าอย่าลืมหรือนิรคุณบรรพบุรุษ

ตรึง เงีย ว่า เขมรในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีความเชื่อภูตผีวิญญาณสิ่งเหนือธรรมชาติโดยเชื่อว่าผู้ที่ตายไปวิญญาณไม่ขาดสูญซึ่งวิญญาณเหล่านี้จะเกิดในภพต่อไปตามเหตุ กรรมที่สร้างมา วิญญาณของผู้ที่ตายไป จะยังอยู่เคียงคู่กับญาติๆ เพื่อช่วยดูแล ให้ความคุ้มครอง ซึ่งวิญญาณเหล่านี้เรียกว่า เนียะตา ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่า โดน ฉะนั้นจึงมีการเรียกร่วมกันทั้งสองว่า” โดน+ตา” การตั้งคำว่าโดนอยู่ข้างหน้า โดยเชื่อว่า สมัยก่อนให้สิทธิผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ(กรณีในโบราณนิทานเรื่องพระทองนาง นาคี)

สมัยเขมรตั้งเมืองหลวงชื่อนครพนม ”ฟูณอน” มีคำพูดที่ว่า “กลุ่มชาติพันธุ์เขมรดั้งเดิมมีความเชื่อว่า ภูตผีเนียะก์ตาและปิศาจต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องด้วยได้รับเอาวัฒนธรรมอินเดีย ความเชื่อเรื่องภูตผี วิญญาณเหล่านี้ ได้พัฒนามาเป็นตัวเป็นตน โดยตั้งพนม (ภูเขา) และสร้างประสาทพนม (ประสาทพนมดา ประสาทพระวิหาร ประสาทพนมโกรม ประสาทพนมบาณอน เป็นต้น มาเพื่อเป็นตัวแทนแห่งวิญญาณทั้งหลายนั้น เมื่อลัทธิพราหมณ์ ศาสนาเข้ามา (ในสมัยเมืองหลวงเชื่อเจนฬา) ได้สร้างศิวลึงค์ตั้งไว้ในประสาท โดยให้ความสำคัญว่าเป็นตัวแทนแห่งวิญญาณเรียกว่าเนียะตา

สัมเด็จพระมหาสุเมธาธิปดี โชดญาณฺโณ สงฆนายก คณะมหานิกาย ชัว ณาด ตรัสว่า อารักข์เนียะตา เป็นวิญญาณที่ให้ความดูแล ปกครอง อารักขา ซึ่งในสังคมเขมรเรียกว่าดวงวิญญาณผีลบฺากสา หรือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังเป็นห่วงแหงหรือดวงวิญญาณที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ความดูแลบ้านเมือง และชุมชนนิคม ซึ่งปัจจุบันนี้ ตามความหมายของท่านหมายถึง ลบฺากสา (เนียะตา) ที่ตั้งอยู่ในวัด

สมัยยุคมหานครมาจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อดวงวิญญาณหรือเนียะตานี้เริ่มปรากฏขึ้นเป็นรูปร่างชัดเชนในลักษณะเป็นตัวแทนที่สร้างขึ้นจากหิน ไม้ ดินเหนียว เรียกชื่อไปตามการนิยมนับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ขลัง สามารถปกป้องและให้กำลังใจได้ เช่น เชื่อเนียะตำบองแดก เนียะตากระหอมคอ (พนมเปญ) โลกตาเรียช(ราช) (จังหวัดเสียมเรียบ) เนียะตาเคลียงเมือง(จังหวัดบัดดำบอง) ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่า โดนไตย์ ยายเทพ ยายเม้า ยายกระพมฌูก เป็นต้น

ดร.มีเซล ตราเณ กล่าวว่าเนียะตานี้เป็นราชพิธีในพระมหากษัตริย์เขมรทุกพระองค์ปรารภเพื่อให้ผู้ที่เข้าทรงสถิต (เลี้ยงรูป) ได้บอกเหตุการณ์ และชะตากรรมของบ้านเมือง เหตุโชคลางที่จะเกิดขึ้น ส่วนราษฎร์สามัญทรงอนุญาตให้มีหรือให้เล่นเนียะตาได้ (ทรงสถิต) ท่านบอกอีกว่าเดิมเรียกว่าเทพฺยตา หรือเทพตา และคำนี้ได้เรียกเรื่อยมาตามยุคตามสมัย จนที่สุดเรียกว่าเนียะตา

ดวงวิญญาณเนียะตาตามความหมายที่สังคมเขมรเรียกกันในการพิธีทรงสถิตรูปเรียกว่าเข้าแมjประกอบด้วยองค์ประกอบสองอย่าง

1. ผู้ทรงร่างอารักษ์เนียะตา/แม่มด(Medium)เป็นรูป/ตัวแทนดวงวิญญาณของผู้ที่ตายโดยมีทรงร่างจะมีเสียงและการกระทำของผู้ทรงร่างมีอาการทาทีเหมือนคนยังมีชีวิตอยู่ทั้งการชอบอาหาร เสื้อ ผ้า และความต้องการ อื่น ๆ

2. ผู้สื่อความ (Interpret of Medium) ตามธรรมเนียมเขมรในพิธีทรงร่างสถิตรูปเรียกว่าโดนสนฺม เป็นผู้สื่อความจากผู้ทรงร่างรูป เพื่อสักถามปัญหาที่เกิดเข้าในครอบครัวหรือเหตุการณ์บ้านเมือง สังคม และเรียกร้องขอความช่วยเหลือหาวิธีทางแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นหรือช่วยดูแลผู้เจ็บป่วย

ในครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยเชื้อสายสองอย่างคือฝ่ายพ่อ(Paternal lineage) และฝ่ายแม่ (maternal lineage) การที่จะทรงร่างสถิตรูปต้องไปหาหมอดูเพื่อรู้ว่าในครอบครัวมีปัญหาอะไร (สมัยก่อนเพื่อจะรู้เหตุการณ์บ้านเมือง)แต่สมัยนี้เพื่อดูแลโรคไข่เจ็บป่วย ทำให้ครอบครัวมีแต่เหตุเลวร้ายเกิดความเดือดร้อน ความไม่สบายใจ เมื่อหมอดูหาสาเหตุเห็นว่าเกิดจากฝ่ายพ่อหรือแม่ และให้จัดพิธีทรงร่างสถิตรูป

พิธีทรงร่างอารักษ์เนียะตา/แม่มด

ตามความเชื่อในสังคมเขมรโบราณ(ปัจจุบันยังมีอยู่ในชนบท)เมื่อครอบครัวมีเหตุไม่สบายหรือเกิดความเดือดร้อนใจ เช่น เป็นเจ็บป่วยไข้ ก่อนที่จะเอาไปหาหมอ(สมัยก่อนไม่มีหมดแพทย์)ดูแลผู้ปกครอง ญาติย่อมไปหาหมอดูเป็นเบื้องแรกก่อนเพื่อหาสาเหตุ เมื่อรู้ว่าเหตุเกิดจากความประพฤติไม่เหมาะสมของญาติฝ่ายพ่อ/ฝ่ายแม่ ตามความเชื่อของคนแก่คนเฒ่าในชนบท ต้องจัดให้มีพิธีทรงร่างสถิตรูป(เลี้ยง)อารักษ์เนียะตาหรือแม่มด เพื่อขอความอภัยที่ญาติฝ่ายพ่อก็ดีฝ่ายแม่ก็ดีกระผิตในคลองขนบธรรมเนียมประเพณีและขอให้อภัยโทษพิธีทรงร่างสถิตรูปนี้ ดวงวิญญาณอารักษ์เนียะตาไม่ทรงสถิตได้ง่ายๆผู้ในพิธีต้องเรียกร้องหลายครั้งหรืออาจเป็นชั่วโมง มีเล่นเพลงดนตรีทรงสถิต[3]โดยเฉพาะ ส่วนผู้เล่นดนตรีต้องตีกลองหรือส่วนดนตรีอื่น ๆ ให้มีเสียงดังพร้อม ๆ กับเสียงเรียกร้องจากผู้เข้าร่วมในพิธี สิงทรงสถิต เมื่อเข้า ดังเสียงเว็ ว๊าส ฮิ ฮึส ขึ้นอย่างดัง ๆ ตัว ขา แขน สั่น กระโดด กระเด็น เต้นตามจังหวะเพลงดนตรี ถือเทียน และนับจำนวนของที่เอามาเซ่น ว่าครบตามจำนวนประเพณีหรือยัง ถ้าครบก็แสดงความพอใจ ถ้าไม่ครบทำตัวในลักษณะงอน ไม่พอใจ บอกให้เอามาให้ได้ ส่วนผู้ที่เล่นเพลงดนตรี เมื่อเห็นดวงวิญญาณมาทรงร่างสถิตรูปแบบนั้นยิ่งเล่นเสียงดังและเร็วกว่าก่อน ๆในเมื่อดวงวิญญาณทรงร่างสถิตรูป สิ่งที่มาสถิตจะชอบถือเครื่องมือที่ตนชอบมากที่สุด ดร.ตราเณ ว่าสิ่งที่มาทรงสถิตส่วนมากจะชอบถือมีด ดาบ มัดผ้าแดงที่หน้าผาก มือ ขาแขนสั่น เคี้ยวฟัน หน้าตาน่ากลัว กระโดดเต้นไปเต้นมา สื่อสารด้วยภาษาเทพ หรืออารักษ์เนี๊ยะตาผู้สื่อความกับดวงวิญญาณสักถามผู้ที่ทรงร่างว่า ใครทำให้ลูกเจี๊ยบ/ลูกช้างไม่สบาย เป็นผีฝ่ายพ่อหรือแม่ หรือเป็นผีมาจากที่อื่น รูปทรงร่างสถิตตอบว่า เป็นญาติฝ่ายนี้ ๆ หรือมิใช่มาแต่ดวงวิญญาณผีคนอื่น ผู้สื่อความกับดวงวิญญาณสักถามหาสาเหตุว่า ทำไมต้องมาทำให้ลูกเจี๊ยบเป็นแบบนี้ มีความประสงค์อะไร ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองผู้สื่อความจะถามเรื่องเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และขออนุเคราะห์บอกวิธีทางแก้ไข สิ่งสถิตหรือดวงวิญญาณจะบอกตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีสิ่งดวงวิญญาณบรรพบุรุษทรงร่างจะบอกตามความเป็นจริงว่าเป็นตามเหตุที่ตนไม่พอใจ ผู้ศึกษาเคยเข้าร่วมในพิธีนี้หลายครั้ง สังเกตเห็นว่า ส่วนมาก ดวงวิญญาณจะไม่พอใจกับลูกหลานที่มีความขัดแย้งกัน ลูกสาวแอบมีผู้ชายโดยผิตตาคลองธรรม บางครั้งลูกสาวของญาตินั้น ๆ มีผู้ชายมาพูด คุย แม้แต่พูดตำนิคนอื่น หรือบางครั้งตนไม่พอใจเมื่อเห็นลูกหลานลืมผู้ตายไปโดยไม่ทำบุญอุทิศให้ หรือบางครั้ง ตนชอบปริโภคอาหาร เสื้อผ้าชนิดอื่น ๆ แต่ญาติไม่เซ่นอุทิศให้ สมัยปัจจุบันมีแพทย์ทันสมัย เมื่อไม่สบายลูกหลานนำไปหาหมอ ลืมผีฝ่ายพ่อแม่ ดวงวิญญาณเหล่านั้นไม่พอใจ ทำให้ลูกหลานเป็นป่วยไข้ หรืออยู่ไม่เป็นสุข กระสับกระสาย เร้าร้อนใจ การที่จะให้ดวงวิญญาณบุรุษหรือเนียะตาทรงร่าง ให้อภัยโทษในการกระทำสิ่งที่ผิตคลองธรรม นอกรีตขนบธรรมเนียมประเพณี ต้องมีการเซ่นสรวงตามคำสั่งของวิญญาณทรงร่าง เมื่อทรงร่างได้ให้อภัย และให้ลูกเจี๊ยบ/ลูกช้าง(หมายถึงคนที่กำลังไม่สบายอยู่) ดีขึ้นเป็นปกรติ ตามความเชื่อในสังคม ต้องจัดพิธีอีกหนึ่งเรียกว่าพิธีตามหาวิญญาณหรือเรียกขวัญ[4] โดยญาติ ๆ จะเอาตะกร้า กะเบียน ไปจับวิญญาณหรือขวัญ(เฉพาะในความเชื่อในประเทศเขมร) ของผู้ที่ไม่สบายกลับคืนมา โดยมีร้องประพันธ์เพลง ในความเชื่อของสังคมเขมร ว่า เมื่อมีคนไม่สบาย เจ็บป่วยไข้ หลังจากจัดพิธีทรงร่างดวงวิญญาณแล้ว วิญญาณหรือขวัญจะออกจากร่างไปอยู่ไต้ต้นไม้ที่ร่มเย็น ญาติ ๆ เรียกขวัญกลับคืนมา

ความเชื่อเรื่องทรงร่างวิญญาณบุรุษ ไม่เพียงแต่ในเรื่องอารักษ์เนียะตา ตามความเชื่อของคนในสังคม เชื่อว่าเมื่อมีคนเกิดมาใหม่ ญาติหรือพ่อแม่จัดให้มีพิธีหนึ่งคือการรับเอาครู ซึ่งคนในชนบทเกิดมาต้องมีครูกำเนิด โดยครูกำเนิดนี้ให้ความคุ้มครองดูแลไม่ให้มีความอันตรายมาถึง การทรงร่างครูมีความงดงามกว่าการทรงร่างวิญญาณ ซึ่งครูนี้สุภาพ ออมน้องถ่อมตนมากกว่า ไม่กินเหล้า กินเนื้อเหมือนทรงร่างวิญญาณบุรุษ (โดนตา) กินแต่หมากพลู บุหรี่

จากการสังเกตเห็นในจัดพิธีทรงร่างบรรพบุรุษ ผู้ที่ทรงร่างพูดคุยกันด้วยภาษาเทพ หรือภาษาเนี๊ยะตา เหมือนลักษณะเจรจากันสองฝ่าย ผู้ศึกษาเคยซักถามผู้รวมในพิธี โดยเขาบอกว่า วิญญาณบุรุษกับกำลังเจรจาขออนุญาตจากครูกำเนิดเพื่อทรงร่าง และบอกสาเหตุ ที่จะเข้ามา ภาพลักษณะแบบนี้ บางครั้งคนหนึ่งทำหน้าที่สองคนเพื่อแย้งโตกัน คือวิญญาณบรรพบุรุษกับวิญญาณครูกำเนิดในสถิตร่างเดียวกัน

ความเชื่อเรื่องทรงร่างวิญญาณบรรพบุรุษ เมื่อประเทศเริ่มมีความพัฒนาหรือในสมัยอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส พิธีนี้เริ่มสูญหายไปโดยการบังคับ ขู่ไม่ให้ทำ ยิ่งในสมัยการปกครองของพอล พด หัวหน้าเขมรแดงขอบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ การนับถือศาสนาปฏิเสธไม่มีในสังคม โดยเขาเข้าใจว่าเป็นสิ่งงมงายจิตใจเป็นสิ่งที่ทำให้คนเกียดคร้านแต่อย่างไรก็ตามความเชื่อเหล่านี้ยังติดอยู่ในสังคมเขมรจนถึงปัจจุบันบทสรุป

ความเชื่อเรื่องการทรงร่างของพรรบบุรุษ เป็นความเชื่อในเรื่องนอกเหนือธรรมชาติ เป็นความเชื่อที่ทำให้มีความอบอุ่นใจ สามารถดูแล ปกป้องจากศัตรู ความเจ็บป่วยไข้ได้ ซึ่งความเชื่อในสังคมเขมร เมื่อมีเร้าร้อนใจ กระสับกระสุนใจ หรือมีเหตุโชคล้างเกิดขึ้น ย่อมปรึกษาหาเรือกับหมอเพื่อสื่อความหรือบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีการจัดทำพิธีกรรมทรงร่าง

พิธีทรงร่างนี้ ในอีกมุมมองหนึ่งคือสื่อให้เห็นการรู้ตอบคุณบุญของบรรพบุรุษ เมื่อลูกหลานลืมพระคุณ ดวงวิญญาณเหล่านี้มีทรงร่างเข้า หรือทำให้ลูกหลาน ญาติ ๆ ไม่สบาย อาจจะมีสาเหตุบางอย่างในชีวิต สมัยก่อนพิธีนี้ทำขึ้นเพื่ออยากรู้เหตุการณ์บ้านเมือง แต่สำหรับปัจจุบันเพื่อเหยียงยา ดูแล ผู้ป่วย เมื่อหมดหนทางที่จะดูแลผู้ป่วย(ทางแพทย์ไม่สามารถดูแลได้) แม้ว่า สังคมได้รับความเชื่อเรื่องผลกรรมในพระพุทธศาสนา แต่ความเชื่อเรื่องวิญญาณทรงร่างยังเคียงคู่กับวิถีชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถศึกษาสื่อให้เห็นความเชื่อโดยการเขียนเป็นตัวหนังสือ เนื่องจากความเชื่อในเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษสื่อกับคนโดยเฉพาะ

cr. oknation.nationtv.tv